นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำแล้ง โดยสอบถาม สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสถานการณ์น้ำแล้ง กระทบกับเกษตรกรทุกสาขา และผลผลิตของเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่มีการปลูกเกินแผนมากกว่า 1 ล้านไร่ จะดำเนินการอย่างไร ส่วนน้ำกิน น้ำใช้ นายกฯ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดูแลเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้
“สถานการณ์แล้งในปีนี้ เท่าที่หารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบน้ำ เชื่อว่าน่าจะดูแลและบริหารจัดการได้ แต่ที่หน้าห่วง คือ ในปี 2563 ถ้าฝนน้อย น้ำแล้งอาจแล้งต่อไปอีกปี เพราะปีนี้น้ำในหลายเขื่อนในภาคอีสานไม่มีแล้ว และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากแล้งมากที่สุดในรอบนี้น่าจะเป็น จ.นครราชสีมา”นายสมเกียรติกล่าว
ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.) พบว่า ขณะนี้มีสาขาที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบในช่วงฤดูแล้งปี 2561/62 และการแก้ไขปัญหาและเฝ้าระวัง จำนวน 9 สาขา ได้แก่ 1.สุวรรณภูมิ (เกษตรวิสัย)จ.ร้อยเอ็ด 2.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม 3.แม่ขะจาน (วังเหนือ) จ.เชียงราย 4.ฝาง (แม่อาย) จ.เชียงใหม่ 5.หนองบัวลำภู(นากลาง,ศรีบุญเรือง)จ.หนองบัวลำภู 6.พิมาย (เมืองคง) จ.นครราชสีมา 7.บุรีรัมย์ 8.เกาะพะงัน กำลังประเมินอาจต้องใช้น้ำสำรองและทำน้ำจืด และ 9.ลาดยาว จ.นครสวรรค์
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ปัจจุบัน กปภ.ในสาขาต่างยังสามารถส่งน้ำได้ตามปกติ ยกเว้นสาขาสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เริ่มมีการขาดแคลนน้ำแล้ว แต่ได้มีมาตราการในการแก้ไขปัญหาโดย การสูบทยอยน้ำจากลำห้วยเตาที่อยู่ใกล้เคียงมายังจุดสูบน้ำดิบลำน้ำเสียวใหญ่ ซึ่งมีระดับน้ำ 0.8 เมตร และจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา โดยช่วงเช้า ตั้งแต่เวล 05.00-10.00 น. และช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.
สำหรับ เขื่อนที่วิกฤตมีน้ำน้อยกว่า 30% มีจำนวนมาก แต่ในเขื่อนขนาดกลาง มี 13 เขื่อนขนาดกลาง ที่บางแห่งไม่เหลือน้ำใช้แล้ว โดยเฉพาะในภาคอีสาน อาทิ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง จ. สกลนคร มีความจุ 1.1 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือน้ำ 0.1 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 7.1 % ของความจุอ่าง, อ่างเก็บน้ำห้วยหินแตก จ. สกลนคร มีความจุ 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือน้ำในอ่าง 0.2 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 10.0 % ของความจุอ่าง, อ่างเก็บน้ำห้วยนาบ่อ จ. สกลนคร ความจุอ่าง 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้ไม่มีน้ำเหลือในอ่างแล้ว
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า อ่างเก็บน้ำน้ำซับคำโรงสี จ. สกลนคร มีความจุอ่าง 2.0 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำเหลือ 0.5 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 24.3%, อ่างเก็บน้ำหนองสำโรง จ.อุดรธานี มีความจุอ่าง 4.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือน้ำ 0.3 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 6.1%, อ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ จ.ร้อยเอ็ด มีตวามจุอ่าง 5.8 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือน้ำในอ่าง 0.2 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 3.1% ของความจุอ่าง แลเขื่อนในภาคตะวันออก มีอีก 1 เขื่อนที่ไม่มีน้ำใช้แล้วคือ อ่างเก็บน้ำคลองบอนจ. จันทบุรี ความจุ 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้เหลือน้ำเพียง 1.2% ของความจุอ่าง
ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำในอ่างท้งหมดทั่วประเทศมีจำนวน 412 อ่าง มีจำนวน 89 อ่างที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมการรับมือวิกฤตภัยแล้งและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงฤดูกรณีมีการปรับแผนการจัดสรรน้ำ ขอให้แจ้ง สทนช.ล่วงหน้า พร้อมประเมินปริมาณน้ำต้นทุนช่วงต้นฤดูฝน ปี 2562 ใหม่ ให้สอดคล้องกับการปรับแผน โดย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบและเตรียมมาตรการรองรับพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำตามที่ สทนช. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ชี้เป้าพร้อมทั้งได้จัดทำข้อมูลแหล่งน้ำต้นทุนที่อยู่ในรัศมี 50 กิโลเมตร เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนรับมือและแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการเจาะบ่อบาดาลเพื่อช่วยเหลือภัยแล้ง ปี 2562 มีเป้าหมาย 1,894 บ่อดำเนินการ เจาะแล้ว 530 บ่อ หรือ 28% ของแผน โดยตามแผนเจาะบ่อบาดาล แบ่งเป็นเจาะในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 737 บ่อ เจาะแล้ว 226 บ่อ หรือ 31% ของเป้าหมาย แผนเจาะบ่อบาดาลเพื่ออุปโภคบริโภค 338 บ่อ เจาะบ่อแล้ว 124 บ่อ หรือ 36% และแผนด้านการเกษตรจำนวน 399 บ่อ เจาะแล้วเสร็จ 102 บ่อ หรือเจาะแล้วเสร็จ 25% ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ระยะ 12 ปี หรือระหว่างปี 2558-2569

