หน้าแรก เศรษฐกิจ เกษตรฯรับมือภ...

เกษตรฯรับมือภัยแล้ง จัดกิจกรรมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรกลเครื่องสูบน้ำ-รถบรรทุกน้ำช่วย ปชช.

8.03.19 | 18:30 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ณ กรมชลประทานว่า การจัดกิจกรรมในวันนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง และเตรียมความพร้อมป้องกันและบรรเทาภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งกรมชลประทานได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ภัยแล้งมาโดยตลอด ทั้งยังเตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร เพื่อเข้าช่วยเหลือหากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ โดยการปล่อยขบวนคาราวานเครื่องมือ เครื่องจักรในครั้งนี้ มีทั้งรถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำจำนวน 35 คัน และได้ทำการจัดส่งเครื่องสูบน้ำเข้าไปในพื้นที่แล้ว อาทิ จำนวน 1,935 เครื่อง รถสูบน้ำจำนวน 258 คัน เครื่องผลักดันน้ำจำนวน 527 เครื่อง และรถขุดจำนวน 499 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ภัยแล้งมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ได้ประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ เพื่อมอบหมายงานให้แต่ละภาคส่วน ไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดของตน อาทิ สำรวจความต้องการใช้น้ำจากประชาชน และพื้นที่ทีเริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เป็นต้น โดยจะต้องมีรายงานผลให้กับกระทรวงเกษตรฯ ทุกวันจันทร์ เพื่อเตรียมการช่วยเหลือต่อไป” นายอนันต์กล่าว

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ยังมีพื้นที่นอกเขตชลประทานที่เป็นพื้นที่เสี่ยงขาดแคนน้ำสำหรับการเกษตรประมาณ 11 จังหวัด เช่น บุรีรัมย์ และขอนแก่น และเป็นพื้นที่เสี่ยงในการขาดแคนน้ำอุปโภคบริโภคอีก 7 จังหวัด ซึ่งมาตรการในการแก้ปัญหา โดยจะให้เจ้าหน้าที่ เข้าไปสำรวจและประเมินพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติ ว่าจะสามารถนำน้ำจากพื้นที่กรมชลประทานเข้าไปเพิ่มเติมได้หรือไม่ ทั้งนี้หากพบว่ามีพื้นที่ที่ห่างไกลไม่สามารถเติมได้ จะให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้าไป ดำเนินการขุดเจาะน้ำบาดาล นอกจากนี้พื้นที่ประสบภัยแล้งถึงขั้นวิกฤตก็จะให้รถยนต์บรรทุกน้ำ นำน้ำเข้าไปส่งในพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตราการเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้ดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องน้ำบริโภคและน้ำด้านการเกษตรในช่วงภัยแล้งนี้

อย่างไรก็ตาม กรมชลฯ คาดการณ์ว่าสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ไม่รุนแรงเท่ากับปี 2558 เนื่องจากได้มีการ เปรียบเทียบปริมาณน้ำในเขื่อน จากช่วงเวลาเดียวกันในวันที่ 7 มีนาคม และการประกาศเขตภัยพิบัติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย นอกจากนี้ อธิบดีกรมชลประทานยังกล่าวอีกว่า ซึ่งขณะนี้เกษตรกรได้มีการเพาะปลูก พืชการเกษตรเกินแผนที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนดไว้ประมาณ 230,000 ไร่ ซึ่งในส่วนนี้ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดูแลอย่างเต็มที่ และขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ควรเพราะปลูกเพิ่มเติม เพราะกังวลว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร

นายทองเปลว กล่าวว่า สำหรับการเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน หากเกิดปัญหาภัยแล้งนั้น กรมชลฯ ได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวังและสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง พร้อมจัดทำแผนร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ไว้ประจำในพื้นที่โครงการชลประทานทั่วประเทศ รวมกว่า 4,850 หน่วย ที่พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา จึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในยามขาดแคลน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

Advertisement

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ(กลุ่มงานชลประทาน)และอธิบดีกรมชลประทานพร้อมทั้งชลประทานจังหวัดที่เป็นจุดรวบรวมเครื่องมือ เครื่องจักรบรรเทาภัยแล้ง จัดแบ่งเครื่องมือเครื่องจักรดังกล่าวให้ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบด้วย

พร้อมทั้งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดทราบเพื่อประสานการช่วยเหลือปชช.ในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วถึงพื้นที่ๆคาดว่าจะประสบภัยแล้งด้วย