หน้าแรก เศรษฐกิจ คิดเห็นแชร์ :...

คิดเห็นแชร์ : Blockchain ในธุรกิจพลังงาน

9.03.19 | 12:00 น.

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “Blockchain” กลายเป็นคำศัพท์เทคนิคที่กิ๊บเก๋ ใครๆ ก็พูดถึง และมีการทดลองนำร่องนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาลองใช้กับในหลายๆ ธุรกิจ ทั้งเรื่องการเงิน-การธนาคาร ธุรกิจ e-commerce ธุรกิจการท่องเที่ยว และการโรงแรม

วันนี้ผมจะลองนำตัวอย่างของการใช้ “Blockchain” ในธุรกิจด้านพลังงานมาเล่าให้ฟังนะครับ บางอย่างทำจริงได้แล้ว บางอย่างยังทดลอง-ทดสอบอยู่ แต่ผมคงต้องเริ่มจากการอธิบายว่าคำว่า “Blockchain” คืออะไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้างนะครับ

Blockchain Technology คือ เทคโนโลยีที่เอื้อให้เกิดธุรกรรมแบบเสรี ไม่มีคนกลาง (เช่น ธนาคาร หรือการไฟฟ้า) อีกทั้งการชำระหนี้สินต่างๆ สามารถทำได้หลากหลายสกุลเงินแบบไม่จำกัด เช่น จะทำแบบหักบัญชี (Account Trade) แบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter Trade) แบบเลือกหักลบกลบหนี้ หรือชำระกันด้วย “เงินสกุลอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “โทเคน” ก็ได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครือข่าย internet เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของธุรกรรมต่างๆ

องค์ประกอบสำคัญของ Blockchain Technology คือ
1) การมีระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ที่ไม่ต้องรวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่ง
2) การไม่มีคนกลาง ทำให้เกิดธุรกรรมที่เป็น “Peer-to-peer” ระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้
3) วิธีการชำระจะแบบใด ด้วยสกุลเงินใดก็ได้ ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ “Point” หรือ “Mileage” หรือ “Token” หรือการสะสมแต้มแทนเงินสด เป็นต้น

หากจะอธิบายการนำ Blockchain Technology มาใช้ในกิจการพลังงานไฟฟ้าในไทย ก็คือโครงการตัวอย่างที่บริษัท BCPG ร่วมกับ บริษัท Power Ledger จากออสเตรเลีย คือโครงการแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านกลไกซื้อขายกันเองแบบ peer-to-peer หลักๆ คือโครงการนี้มีระบบผลิตไฟฟ้าของตัวเองด้วยแผงแสงอาทิตย์ประมาณ 600 kW พอใครผลิตไฟฟ้าได้ก็ไม่ต้องขายไฟคืนกลับให้การไฟฟ้า แต่ให้ขายกันเองกับผู้อยู่อาศัยด้วยกันเอง โดยการซื้อ-ขายไฟฟ้าจะใช้ผ่านระบบกระดานอิเล็กทรอนิกส์ หรือ App และหักลบกลบหนี้ทางบัญชีกัน ทุกๆ 15 นาที โดยการไฟฟ้าไม่ต้องมายุ่งอะไรด้วย (ยกเว้นที่กรณีผลิตไฟไม่พอและจะต้องซื้อไฟจากการไฟฟ้านครหลวงเติมเข้าไป)

Advertisement

ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมการซื้อ-ขายไฟ และการหักลบกลบหนี้กัน จะใช้ Blockchain นี้แหละเป็นระบบที่จะบันทึกข้อมูลทั้งการผลิต-ใช้-ซื้อ-ขาย และทำการหักลบกลบหนี้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ (เช่น อัตราค่าไฟตามช่วงเวลา) จะเห็นว่าระบบนี้จะเปิดให้ค้าขายเสรีเต็มรูปแบบ ไฟฟ้าที่ซื้อ-ขายกันไม่มีการไฟฟ้า หรือภาครัฐเข้ามายุ่มย่าม ราคาขายไฟฟ้าก็ตกลงกันเองไม่ต้องมีกระบวนการกำกับราคาใดๆ เป็นต้น

ส่วนในธุรกิจค้าขายน้ำมันในตลาดโลกก็เริ่มนำ “Smart Contract” มาใช้ซึ่งก็คือระบบ Blockchain นั่นเอง อธิบายง่ายๆ ได้ดังนี้ ในปัจจุบันการซื้อ-ขายน้ำมันจะต้องทำผ่าน “พ่อค้าคนกลาง” หรือ “Trader” ทำหน้าที่ตัวกลางซื้อน้ำมันจากผู้ผลิตไปขายให้ผู้ใช้ แต่ตอนนี้มีคนคิดจะเริ่มระบบใหม่ที่จะตัด “Trader” ออกไป แล้วเปิดให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ซื้อ-ขายกันอย่างเสรี โดยกลไก Smart Contract ที่มีระบบ Blockchain เป็นหลักอยู่นั่นเอง ในธุรกรรมนี้จะไม่ใช้ระบบการ “หักลบกลบหนี้” กัน แต่จะใช้การจ่ายด้วยสกุลเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนทำให้สามารถตัดธนาคารที่เคยเป็นคนกลางในการนำเงินจากผู้ใช้ (ในฐานะผู้ซื้อน้ำมัน) ไปให้ผู้ผลิต (ในฐานะผู้ขายน้ำมัน) ออกไปและแม้ว่าระบบ Smart Contract ในการค้าขายน้ำมันจะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นแต่ทำให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะตัดตัวกลางออกจากระบบและนำเทคโนโลยี Blockchain มาแทน

ผมว่าหากทำได้จริงโลกคงเปลี่ยนโฉมอีกแน่นอนครับ เพราะว่าจะนำมาสู่
1.การค้าขายพลังงานที่โปร่งใส และเป็นไปตามกติกาและเงื่อนไขที่ตั้งกันไว้แต่แรก
2.ป้องกันการนำข้อมูลปลอมๆ มีระบบการป้องกันการแฮกจากผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลาย ด้วยเพราะระบบ Blockchain นี้จะกระจายศูนย์ของฐานข้อมูลต่างๆ ออกไปไม่กระจุกตัวล่อเป้าเด่นแบบปัจจุบัน
3.ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการค้าขายที่รวดเร็วเป็นปัจจุบัน ตัดวงจรของพ่อค้าคนกลางที่มักจะเก็บค่า Broker fee แพงๆ และอาจจะเอากำไรเล็กๆ น้อยๆ จากเงื่อนไขของเวลา และข้อมูลสองฝั่งที่มีแต่คนกลางเท่านั้นที่จะมองเห็นได้ ออกไป

ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ราคาพลังงานที่เคยผันผวนมากๆ เพราะมีพ่อค้าคนกลางหัวใสคอยกั๊กข้อมูลเพื่อปั่นราคาออกไปให้หมดในอนาคตได้ครับ