หน้าแรก เศรษฐกิจ รมว.คลัง แย้ม...

รมว.คลัง แย้มหลังควบทหารไทย-ธนชาต หากต่างชาติสนใจพร้อมขายหุ้น

11.03.19 | 18:01 น.

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กับ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จะมีการเพิ่มเงินทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในแบงก์ใหม่ที่เกิดขึ้น คาดหวังว่าจะทำให้แบงก์ใหม่มีศักยภาพมากขึ้น เพราะต้นทุนในการดำเนินงานจะลดลง ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นในตลาดจะเพิ่มขึ้น ทำให้กระทรวงการคลังได้ประโยชน์จากการลงทุนนี้ด้วย โดยการเพิ่มเงินทุนในครั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนการลงทุนเฉลี่ยของกระทรวงการคลังที่ลงในธนาคารทหารไทยอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต้นๆต่อหุ้น จากต้นทุนเดิมที่ลงทุนไปประมาณ 3.80 บาทต่อหุ้น โดยหากการเพิ่มเงินทุนในครั้งนี้ทำให้หุ้นธนาคารมีราคาดีขึ้น พร้อมจะขายเพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นลง หากมีต่างชาติหรือนักลงทุนกลุ่มใหญ่สนใจที่จะมาลงทุนร่วมกัน

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า การควบรวมกิจการของสองธนาคารยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบฐานะทางการเงิน(ดิวดิลิเจนท์)คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควร โดยอาจจะไม่ทันในรัฐบาลชุดนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลชุดนั้นด้วย ถ้าหากจะไม่เพิ่มทุนก็ต้องพร้อมที่จะเห็นหุ้นถูกหารจนลดง ซึ่งต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมถึงปล่อยให้หุ้นลดลง การลงทุนในเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากไม่ลงทุนจะเกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะในแบงก์ขนาดเล็ก ถ้าไม่ลงทุนจะทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ในขณะเดียวกันต้นทุนการลงทุนในจำนวนที่เท่ากันระหว่างแบงก์เล็กกับแบงก์ใหญ่ จะทำให้แบงก์เล็กมีต้นทุนที่มากกว่าด้วย

“หากเป็นแบงก์เล็กการลงทุนในเรื่องไอที ด้วยรายได้และสินทรัพย์ การลงทุนเยอะขนาดนี้ หากเทียบสัดส่วนต่อรายได้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นธนาคารยิ่งใหญ่ ยิ่งมีโอกาส เพราะเงินที่ลงในไอทีจำนวนเท่ากัน ทุนต้องใหญ่ ถ้าห่วงเรื่องดิสรับชั่น ก็ต้องลงทุน ถ้าไม่ลงทุน ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยหลังจากควบรวมกิจการแล้ว จะทำให้ธนาคารใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเท่าตัว หรือ มีขนาดประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท แต่ยังอยู่ในอันดับ 6 เท่าเดิม จึงขึ้นอยู่ที่ฝีมือว่า จะทำได้ดีต่อไปแค่ไหน” นายอภิศักดิ์ กล่าว