นายดุสิต เครืองาม ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย(โซลาร์รูฟท็อป) รูปแบบผลิตเองใช้เอง(ไอพีเอส) ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่องโดยคาดว่าปี 2562 จะมีการติดตั้งประมาณ 500 เมกะวัตต์ เมื่อยึดตามระยะเวลาสิ้นสุดของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(พีดีพี2018 )ที่สิ้นสุดแผนปี 2580 คาดว่าจะมีไอพีเอสทั้งสิ้น 10,000 เมกะวัตต์ และเมื่อรวมกับโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัยสำหรับภาคประชาชน(โซลาร์ภาคประชาชน)ที่รัฐกำหนดไว้ในพีดีพีอีก 10,000 เมกะวัตต์จะรวมเป็นการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปรวมสูงถึง 20,000 เมกะวัตต์
“โซลาร์รูฟท็อปจะมี 2 โปรแกรมคือ โซลาร์เสรีแบบไอพีเอส ไม่มีไฟไหลย้อนขายเข้าระบบ ไม่จำกัดจำนวน ซึ่งขณะนี้โรงงาน อาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า ยังคงมีการขอจดแจ้งเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้นต่อเนื่องเพราะการลงทุนเริ่มลดลงจากอดีตช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมากว่า 50% ค่าไฟฟ้าต่ำกว่าที่รับซื้อจากการไฟฟ้า เกิดความคุ้มค่า ขณะเดียวกันยังก่อให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่คือ บริษัทจะลงทุนให้กับผู้ที่มีหลังคาอาคาร โรงงานแล้วขายไฟให้ในราคาต่ำหรือเป็นบริการแบบไพรเวท พีพีเอ ซึ่งกำลังมาแรง”นายดุสิตกล่าว
นายดุสิตกล่าวว่า โซลาร์ภาคประชาชน คือ การที่รัฐกำหนดเงื่อนไขให้มีการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากที่เหลือใช้ ทราบว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)เตรียมจะออกหลักเกณฑ์รับซื้อนำร่องในปี 2562 จำนวน 100 เมกะวัตต์ก่อน จากแผนพีดีพีที่กำหนดรับซื้อจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชนไว้ตลอด 20 ปี(ปี 61-80)รวม 10,000 เมกะวัตต์ คาดว่าการประกาศรับสมัครให้ยื่นขายไฟฟ้าอย่างเป็นทางการจะใช้เวลาอีก 1-2 เดือน ดังนั้นกว่าจะมีการลงทุนติดตั้งคงช่วงกลางปีนี้จึงเหลือเวลาไม่มาก โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือราคาอัตราค่าไฟฟ้าที่ไหลย้อนกลับหรือรับซื้อเข้าระบบหากเฉลี่ยอยู่ระดับ 1.60-1.80 บาทต่อหน่วยยังถือว่าเป็นอัตราที่ไม่ได้จูงใจมากนัก
รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 20 มีนาคม นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และน.ส.นฤภัทร โฆษิตอมร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)จะแถลงเปิดตัวโครงการโซลาร์ภาคประชาชนจากนั้นจึงจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

