หน้าแรก เศรษฐกิจ ปักธงเริ่ม“วิ...

ปักธงเริ่ม“วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่”พ.ค.นี้ คัดพื้นที่เหมาะ 6 ภูมิภาค

13.03.19 | 16:27 น.

‘กฤษฎา’เร่งขับเคลื่อนโครงการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ใน 6 ภูมิภาคยันเริ่มเพาะปลูกฤดูกาลผลิตใหม่พ.ค. นี้ กำลังคัดเลือกพื้นที่เหมาะสมทำแปลงใหญ่ต้นแบบเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการทุกหน่วยงานเร่งดำเนินโครงการ “วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่” (Maga Farm Enterprise) คู่ขนานกันทั้ง 2 ระดับคือ ระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ปลัดกระทรวง เป็นหัวหน้าคณะทำงานและกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเลขานุการวางแผนและกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งประเทศ สำหรับในระดับจังหวัดให้ใช้โครงสร้างคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อพก.จ.) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน ให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมใน 12 เดือน

ล่าสุดสำรวจพื้นที่ ส.ป.ก. และนิคมสหกรณ์ซึ่งเกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการเกษตรอยู่แล้ว ใน 6 ภูมิภาค ได้พื้นที่เป้าหมายเบื้องต้นซึ่งมีขนาดพื้นที่ติดกันรวมแล้วไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ขึ้นไปต่อ 1 แปลงใหญ่แล้ว ในเขตได้แก่ ส.ป.ก. ระบำ จ.อุทัยธานี ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ บ่อทอง/หนองใหญ่ จ.ชลบุรี วังน้ำเขียว/ปากช่อง จ.นครราชสีมาโคกสูง จ.สระแก้ว ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยจัดรูปที่ดินตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คือ เกษตรกรได้สิทธิ์เข้าทำกิน แต่ไม่ได้เอกสารสิทธิส.ป.ก. 4-01 แล้วให้ทำเป็นแปลงรวม จัดตั้งสหกรณ์มาเช่าและบริหารจัดการทำเกษตรกรรม ส่วนที่ดินของนิคมสหกรณ์ซึ่งมีอยู่ 36 แห่งทั่วประเทศนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายที่เหมาะสมอยู่

ขณะนี้อยู่ระหว่างประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายตามความสมัครใจ ซึ่งเกษตรกรจะรวมแปลงกัน แล้วตัดสินใจเลือกทำการเกษตรที่เหมาะสมตามแผนที่จัดการด้านเกษตรกรรม (Agri-Map) โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้แปลงใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 มีขนาดพื้นที่ 300 ไร่ แต่โครงการที่จัดทำใหม่นี้กำหนดพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ต่อ 1 แปลงใหญ่เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดในการผลิตต่อขนาดพื้นที่ลงทุน (Economy of Scale) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง

นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันและอนาคตนั้น ตลาดต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น จึงควรเลือกวิธีการทำเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เกษตรอินทรีย์ (Organic) การทำเกษตรแบบผสมผสาน รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่และคุณภาพดินตามแผนที่จัดการด้านเกษตรกรรม (Agri-Map) โดยประสานงานหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนมาจัดหลักสูตรอบรม โดยเน้นวิธีการจัดการสมัยใหม่แบบเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่การทำเกษตรที่ลงทุนน้อยให้ผลตอบแทนสูง นำความรู้ทางเทคโนโลยี ตลอดจนเครื่องมือและเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตเพื่อทดแทนการใช้แรงงาน

Advertisement

ทั้งนี้ได้ศึกษาเปรียบเทียบรายได้ระหว่างเกษตรกรที่ทำแปลงย่อยกับแปลงใหญ่ กรณีที่ฤดูผลิต 1 ปลูกข้าว ฤดูผลิต 2 ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และฤดูผลิต 3 ปลูกพืชผักนั้น ผลผลิตต่อไร่แบบแปลงใหญ่สูงกว่าแปลงย่อย ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และได้กำไรมากกว่า ซึ่งจะทำให้รายได้ครัวเรือนต่อปีสูงขึ้นเป็น 566,107 บาท จากเดิม 350,607 บาท เพิ่มขึ้น 215,500 บาท

สำหรับวิธีบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่นั้นเป็นแบบมีส่วนร่วมที่ทันสมัย โดยให้เกษตรอำเภอร่วมกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดรวมกลุ่มเกษตรกรเจ้าของที่ดินเพื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน แล้วคัดเลือกเกษตรกรเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพหรือคัดเลือกบุตรหลานของเกษตรกรเจ้าของที่ดินต้องการทำการเกษตรเข้าอบรมหลักสูตรเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart Farmers) มาเป็นผู้จัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ โดยอาจปรับเป็นการทำธุรกิจที่ลงทุนร่วมกันระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดินกับภาคเอกชน หรือให้เอกชนลงทุนโดยออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องมือ เครื่องจักร แนะนำวิธีการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ ขณะที่เกษตรกรยังเป็นเจ้าของที่ดิน ให้สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนรวบรวมผลผลิตขายให้เอกชนหรือหาตลาดส่งขายเองหรือวางขายในระบบออนไลน์ เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถเชิญชวนภาคเอกชนมาตั้งโรงรวบรวบรวมผลผลิตหรือตั้งโรงงานแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิต ทั้งนี้ให้มีแบ่งปันผลประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วนระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดิน สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน และภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนดำเนินการในกิจการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ให้เป็นไปตามหลักความเป็นธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560

“เป้าหมายของโครงการคือ การเพิ่มบทบาททั้งภาครัฐและเอกชนให้มีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการวิสหากิจแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับรายได้เกษตรกร อีกทั้งพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้มีศักยภาพ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันในตลาดโลกได้” นายกฤษฏากล่าว