นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากรเปิดเผยว่า กรมลงนาม 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะกรรมการ่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทำบัญชีเล่มเดียว โดยพบว่ายังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 4 หมื่นราย จากประมาณ 4 แสนรายที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการจัดทำบัญชีเล่มเดียวกับกรมสรรพากรยังไม่สามารถจัดทำบัญชีเล่มเดียวได้ตามที่ลงทะเบียนไว้ ดังนั้นการลงนามดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการสามารถจัดทำบัญชีได้อย่างถูกต้อง
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากการสนับสนุนของหน่วยงานดังกล่าวแล้ว กรมฯยังออกมาตรการยกเว้นเบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีอากร และความรับผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มายื่นแบบแสดงรายการภาษีพร้อมชำระภาษีครบถ้วน โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ทางภาษีไม่เกิน 500 ล้านบาท และ ได้ลงทะเบียนในระบบของกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กำหนดและต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต(e-Filing)ทุกประเภทภาษีเป็นระยะเวลา 1 ปีต่อเนื่อง
“เอสเอ็มอีที่จะเข้าร่วมมาตรการนี้กับต้องมาแสดงความจำนงภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อขอรับสิทธิ์ดังกล่าว โดยต้องยื่นแบบภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นเวลา 1 ปีต่อเนื่อง ถ้าขาดเดือนใด ถือว่า ผิดเงื่อนไข และ หากว่า ยื่นเข้าร่วมโครงการแล้ว ยังไม่สามารถทำบัญชีเดียวได้อีก เจะยกเลิกข้อตกลง โดยต้องมาเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มทันที”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า มาตรการดังกล่าว ไม่ได้เป็นมาตรการนิรโทษภาษีแก่ผู้ประกอบการเช่นเดียวกันกับมาตรการแรกเมื่อปี 2559 ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการครั้งนี้ จะต้องเสียภาษีตามปกติ โดยได้สิทธิ์ยกเว้นเบี้ยปรับเงินเพิ่มเท่านั้น
นางวจีทิพย์ พงษ์เพ็ชร ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจัดทำบัญชีและงบการเงินที่สะท้อนสถานะทางการเงินอย่างโปร่งใสธปท.จึงกำหนดแนวปฏิบัติพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจโดยให้ใช้งบการเงินที่ลูกค้าแสดงต่อกรมสรรพากรในการยื่นรายการภาษีเงินได้ ซึ่งสะท้อนถึงฐานะและผลประกอบการในอดีตเป็นปัจจัยสำคัญประกอบการพิจารณาสินเชื่อ โดยอาจนำปัจจัยเชิงปริมาณหรือปัจจัยเชิงคุณภาพอื่นๆ เช่น แผนธุรกิจ คำขอเสนอซื้อสินค้ามาใช้ในการประเมินศักยภาพของธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้คืนของผู้กู้ได้ ซึ่งแนวนโยบายดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา
“ธปท.สนับสนุนให้สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีมาตรการจูงใจสำหรับลูกค้าที่มีงบการเงินที่โปร่งใส เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมรวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการทำบัญชีแก่ผู้ประกอบการด้วย”นางวจีทิพย์ กล่าว
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานคณะกรรมการกกร.กล่าวว่า ที่ผ่านมา เอสเอ็มอีขาดความเข้าใจเรื่องการทำบัญชีเดียวโดยได้รับคำแนะนำที่ผิดๆมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี มีบางรายแก้ไขได้ บางรายยังแก้ไขไม่ได้ ซึ่งจากความร่วมมือครั้งนี้ เชื่อว่า จะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่พร้อมจะปฏิบัติตัวให้ถูกต้องมากขึ้น โดยกกร.จะเป็นศูนย์กลางให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทำบัญชีอย่างถูกต้อง
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวว่า จำนวนนิติบุคคลในประเทศกว่า 6 แสนราย เป็นเอสเอ็มอีถึง 90% ถือเป็นกลุ่มที่ต้องสนับสนุน เพราะยังน่าเป็นห่วงเมื่อเทียบผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ดังนั้น ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กรมฯจะต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเรื่องของการจัดทำบัญชีเล่มเดียวอย่างถูกต้องถือเป็นเรื่องสำคัญของการทำธุรกิจกลุ่มนี้ โดยนับจากปี 2561 กรมฯได้เชื่อมโยงส่วนฐานข้อมูลงบการเงินที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำส่งต่อกรมฯทางระบบDBD e-Filing ไปยังฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ทำให้เกิดความสะดวกในการยื่นเสียภาษีโดยไม่ต้องแนบงบการเงินซ้ำ โดยในรายที่ต้องการที่ประสงค์จะส่งงบการเงินใหม่เพื่อทดแทนฉบับเดิมที่มีข้อผิดพลาด กรมฯได้เปิดช่องทาง Fast Trackในการนำส่งงบการเงินฉบับใหม่ผ่านทางระบบ DBD e-Filing ด้วย

