นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวฯมีแผนเจาะตลาดอินเดียรายรัฐ เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า1,300 ล้านคน ขนาดพื้นที่กว่า 3.2 ล้านตารางกิโลเมตร และมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นรัฐเป้าหมาย 7 รัฐ ประกอบด้วย 1.รัฐมหาราษฎระ มีมหานครมุมไบเป็นเมืองหลวงของรัฐ และเป็นเมืองท่าธุรกิจที่สำคัญของอินเดีย ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงและมีกำลังซื้อ อีกทั้งยังมีนักธุรกิจต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก ประชากรอินเดียที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวจึงได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ และวัฒนธรรมจากประเทศตะวันตกค่อนข้างมาก สนใจสินค้านำเข้าที่มีสไตล์และทันสมัย สินค้าและบริการไทยที่มีศักยภาพเหมาะกับการเจาะตลาดนี้ คือ อาหารและเกษตรแปรรูป ร้านอาหาร ของตกแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เฟอร์นิเจอร์บิลด์อินที่มีแบบทันสมัย บริการออกแบบตกแต่งภายใน แฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอางสำหรับสุภาพสตรีวัยทำงาน และสถานบริการด้านเสริมความงามและลดน้ำหนัก
นางสาวชุติมา กล่าวว่า 2.รัฐคุชราตซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของรัฐมหาราษฎระเป็นรัฐ Dry State ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ และชำนาญในเรื่องการเจียรไนเพชร สินค้าเป้าหมายของรัฐจึงเน้นเป็นกลุ่มอัญมณี พลอยสี ยา/สมุนไพร และอาหารมังสวิรัติ 3.รัฐทมิฬนาฑู เป็นเมืองท่าสำคัญทางอินเดียตอนใต้ และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ และอากาศยานของอินดีย สินค้าเป้าหมายและบริการเป้าหมาย คือ แป้งมัน ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สด/ แปรรูป เครื่องประดับยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และบริการคาร์แคร์ 4. รัฐเตลังกานา เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยาและไอทีของอินเดีย เหมาะสำหรับเจาะกลุ่มผู้บริโภค Super Rich และมุสลิม สินค้าและบริการเป้าหมาย คือ อาหารฮาลาล วีแกน ไลฟ์สไตล์ แฟชั่นที่มีนวัตกรรมและดีไซน์ กล้วยไม้ การถ่ายทำ/ตัดต่อภาพยนตร์ และบริการรับจัดงานแต่งงาน
นางสาวชุติมา กล่าวอีกว่า 5. รัฐเวสต์เบงกอล เป็นเมืองท่าธุรกิจทางฝั่งตะวันออกของอินเดีย และเป็นพื้นที่เชื่อมต่อไปยัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย หรือรัฐเจ็ดสาวน้อย สินค้าเป้าหมาย คือ อาหาร วัสดุก่อสร้าง ออกแบบตกแต่งภายใน เครื่องใช้ในครัวเรือน และของตกแต่งบ้าน 6.รัฐเจ็ดสาวน้อย เป็นพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ประกอบด้วย 7 รัฐ คือ อัสสัม เมฆาลัย มณีปุระ มิโซรัม ตรีปุระ อรุณาจัลประเทศ และนากาแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางบกจากอาเซียน-อินเดีย โดยมีสินค้าและบริการเป้าหมาย ได้แก่ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน เสื้อผ้าแฟชั่นที่มีราคาไม่สูงมาก บริการโลจิสติกส์ และ7.นิวเดลี เป็นดินแดนสหภาพอาณาเขตของรัฐบาลกลางอินเดีย และเป็นเมืองหลวงของอินเดีย โดยมีสินค้าเป้าหมาย คือ อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส ของตกแต่งบ้าน แฟชั่นเครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯได้ให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในอินเดียสำรวจและศึกษาโอกาสของสินค้าไทยตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละรัฐ ทั้ง 7 รัฐ พร้อมวางกลยุทธ์จัดจับคู่สินค้าและธุรกิจบริการไทย โดยไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้ กรมฯจะมีกิจกรรมเป็นFlagship สำคัญในตลาดอินเดีย อาทิ การจัดคณะผู้แทนการค้าธุรกิจบริการ Event Business เดินทางไปเจรจาการค้าในรัฐมหาราษฎระ เมืองมุมไบ ในเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งจะเป็นช่วงเดียวกันกับที่สภาธุรกิจไทย-อินเดีย กำหนดนำคณะนักธุรกิจกลุ่ม Hospitality และวัสดุก่อสร้าง เดินทางไปเจรจาการค้าในเมืองมุมไบ และเตรียมการประชุม ITJBF (Indian-Thai Joint Business Forum) จัดช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562
นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า เดือนกรกฎาคม 2562 จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย โดยเฉพาะ ลำไย มังคุด ร่วมกับห้างค้าปลีกรายใหญ่ของอินเดีย อาทิ Reliance และ Future Group ในรัฐมหาราษฎระ รัฐคุชราต รัฐเตลังกานา รัฐทมิฬนาฑู รัฐเวสต์เบงกอล และนิวเดลี รวมกว่า 40 สาขา จัดส่งเสริมความร่วมมือกับ PayTM ซึ่งเป็นหนึ่งใน On-line Platform รายสำคัญของอินเดีย รวมถึงหารือกับบริษัท Trading รายใหญ่ของไทยเพื่อทำหน้าที่รวบรวมสินค้าไทยส่งให้ PayTM ไปกระจายในตลาดอินเดีย
ทั้งนี้ปี 2561 การค้าระหว่างไทยและอินเดียมีมูลค่า12,463.75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 20.16% แบ่งเป็นไทยส่งออกไปอินเดีย 7,600.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 17.34% และไทยนำเข้าจากอินเดีย 4,863.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 24.86% และเดือนมกราคม 2562 การค้าระหว่างไทยและอินเดียมีมูลค่า 1,074.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 4.8% แบ่งเป็นไทยส่งออกไปอินเดีย 639.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 3.11% และไทยนำเข้าจากอินเดีย 434.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว7.4%

