หน้าแรก เศรษฐกิจ “เอ็ตด้า” คาด...

“เอ็ตด้า” คาดปี61 อีคอมเมิร์ซไทยโกย 3 ล้านล้าน สูงสุดในอาเซียน

15.03.19 | 16:31 น.

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือเอ็ตด้า เปิดเผยว่า จากปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เข้าสู่การเป็นผู้ใช้งานออนไลน์มากขึ้น รวมถึงความหลากหลายของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีมูลค่าอีคอมเมิร์ซสูงสุดในอาเซียน ซึ่งคาดว่าในปี 2561 จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3,150,232.96 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.04% จากปี 2560 ที่มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2,762,503.22 ล้านบาท เติบโตจากปี 2559 ที่ 7.91% ทั้งนี้ มูลค่าอีคอมเมิร์ซ 1,508,096.73 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54.59% เป็นแบบผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (บีทูบี) รองลงมาคือ แบบผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (บีทูซี) คิดเป็น 27.47% หรือ 758,936.80 ล้านบาท และแบบผู้ประกอบการกับภาครัฐ (บีทูจี) คิดเป็น 17.94% มูลค่า 495,469.69 ล้านบาท

ขณะที่ การค้าปลีกและการขนส่ง ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซสูงสุด อยู่ที่ 660,633.78 ล้านบาท หรือคิดเป็น 29.14% ของอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยประเภทสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ 1.ธุรกิจห้างสรรพสินค้า 2.ธุรกิจการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลิตผลทางการเกษตรและประมง และ 3.การจำหน่ายเครื่องสำอาง อาหารเสริม น้ำหอม และอุปกรณ์เสริมความงาม ทั้งนี้ คาดว่า ปี 2561 อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการขนส่ง จะมีมูลค่าอีคอมเมิร์ซเติบโต 24.24% หรือมีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท

และจากการสำรวจ พบว่า จำนวนผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย ที่ขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่มีหน้าร้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มี 85.22% ที่ขายสินค้าแบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว และ 14.78% ที่ขายสินค้าทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึง ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย มีแนวโน้มการขายสินค้าและบริการออนไลน์ ไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 23.06% จากปี 2559 อยู่ที่ 13.47%

ขณะเดียวกัน การเติบโตของอุตสาหกรรมศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 51.4% หรือมูลค่า 23,412.02 ล้านบาท และคาดว่า ปี 2561 อุตสาหกรรมประเภทนี้จะเติบโตขึ้นอีก 24.67% โดยสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซสูงสุด ได้แก่ 1.ธุรกิจเพลง และโรงภาพยนตร์ มีมูลค่า 15,008.25 ล้านบาท 2. ธุรกิจการศึกษา บริการที่เกี่ยวข้อง และแอพพลิเคชัน มีมูลค่า 6,193.18 ล้านบาท 3.ธุรกิจเกมออนไลน์ มีมูลค่า 4,768.16 ล้านบาท และ 4.ธุรกิจศิลปะ ความบันเทิง และนันทนาการอื่นๆ มีมูลค่า 2.44 ล้านบาท

Advertisement

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจ มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซรวม อยู่ที่ 1,813,130.53 ล้านบาท หรือคิดเป็น 79.98% โดยกิจการที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซสูงสุด ได้แก่ 1.การให้บริการที่พัก มีมูลค่า 614,342.08 ล้านบาท 2.การผลิต มีมูลค่า 443,858.70 ล้านบาท และ 3.ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร มีมูลค่า 387,031.16 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการนิยมใช้บริการขนส่งโดยบริษัทจัดส่งสินค้า เช่น ดีเอชแอล, นิ่มเอ็กซ์เพรส, เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส, ซีเจ เอ็กซ์เพรส, ทีเอ็นที เอ็กซเพรส และยูพีเอส เอ็กซ์เพรส มากที่สุดถึง 36.84% รองลงมาคือ การจัดส่งสินค้าด้วยตนเอง 26.32% และขนส่งโดยใช้บริการไปรษณีย์ไทย 21.05%

ขณะที่ กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซรวม อยู่ที่ 453,903 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20.02% ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจ แต่อัตราการเติบโตของผู้ประกอบการกลุ่มนี้กลับมีการเติบโตมากกว่า จึงคาดว่า ในปี 2561 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 33.73% จากปี 2560 โดยกิจการที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซสูงสุด ได้แก่ 1.การค้าปลีกและการค้าส่ง มีมูลค่า 433,088.41 ล้านบาท 2.การผลิต มีมูลค่า 13,945.69 ล้านบาท และ 3.ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร มีมูลค่า 3,590.01 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการ 75.25% นิยมใช้บริการไปรษณีย์ไทย รองลงมาคือ บริการขนส่งโดยบริษัทจัดส่งสินค้า เช่น ดีเอชแอล, นิ่มเอ็กซ์เพรส, เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส, ซีเจ เอ็กซ์เพรส, ทีเอ็นที เอ็กซเพรส และยูพีเอส เอ็กซ์เพรส อยู่ที่ 58.42%

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการนิยมใช้ช่องทางออนไลน์ในการทำการตลาด ได้แก่ เฟซบุ๊ก 30.61% กูเกิลและยูทูป 29.93% และไลน์ 14.29% ขณะเดียวกัน ยังมีการนำข้อมูลบิ๊กดาต้ามาใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้งบประมาณในการพัฒนาและใช้บิ๊กดาต้าน้อยกว่า 1 ล้านบาท หรือคิดเป็น 46.15% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ซึ่ง 100% ของผู้ประกอบการจะนำข้อมูลส่วนนี้ มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อนำเสนอสินค้า ขณะที่ 92.85% ใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนการตลาด และ 85.71% ใช้วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมเพื่อวางแผนการจำหน่ายสินค้าและบริการ

รวมถึง มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาช่วยพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ ซึ่งใช้งบประมาณสำหรับพัฒนาน้อยกว่า 1 ล้านบาท หรือคิดเป็น 38.46% โดยผู้ประกอบการ 69.23% ใช้เอไอ เพื่อช่วยเรื่องการให้บริการลูกค้า ขณะที่ 23.07% ใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์การเคลมประกันและแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึง การดำเนินกิจการประจำวัน และ 15.38% ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคร่วมกับบิ๊กดาต้า

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน