‘อลงกรณ์’ แนะรัฐบาลเลื่อนประมูลสัมปทานดิวตี้ฟรีรอรัฐบาลใหม่

17.03.19 | 09:14 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เกี่ยวกับการประมูลพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ว่า รัฐบาลควรชะลอการเปิดประมูลสัมปทานดิวตี้ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์ของสนามบินทั้ง 4 แห่งออกไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะไม่ยอมให้มีการผูกขาดกินรวบเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่รายเดียวเหมือนบทเรียนในอดีต ซึ่งประเทศได้รับผลตอบแทนตลอดสัญญาสัมปทานน้อยเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ เกาหลี และญี่ปุ่น

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า การที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เลือกใช้รูปแบบเปิดประมูล และรวบสัญญาดิวตี้ฟรีท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่ง เป็นสัญญาเดียวไม่ใช่รูปแบบสัมปทาน และลักษณะสัญญาที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ นอกจากนี้ การเปิดร้านค้าปลอดภาษีและจุดรับสินค้าปลอดภาษีโดยผูกขาดสัญญาเดียวยังปิดกั้นโอกาสของประเทศที่จะเปิดกว้างสร้างรายได้จากการใช้ดิวตี้ฟรีและสินค้าปลอดภาษีเป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้หลายแสนล้านให้กับประเทศของเรา การวางรูปแบบใหม่ของดิวตี้ฟรีจะต้องเพิ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพให้มีร้านค้าปลอดภาษีให้มากขึ้นทั้งในและนอกสนามบินรวมทั้งเมืองเศรษฐกิจชายแดนเช่น หนองคาย นครพนม เลย อุบลราชธานี มุกดาหาร บึงกาฬ สุรินทร์ ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฉ่องสอนตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ยะลา นราธิวาส ภูเก็ต พังงา กระบี่ หาดใหญ่ หัวหิน พัทยา กรุงเทพ ฯลฯ ประการสำคัญคือจุดรับสินค้าปลอดภาษีต้องไม่ถูกผูกขาดรายเดียวเหมือนที่ผ่านมา ถ้าประมูลให้รายเดียวผูกขาดสนามบินนานาชาติหลักๆตั้งแต่ตอนนี้จะมีปัญหาในวันข้างหน้า

“ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขอให้คณะกรรมการ ทอท. (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.) และผู้บริหาร ทอท. พิจารณาทบทวนแนวทางการประมูลดังกล่าวโดยคำนึงถึงข้อท้วงติงของสังคมและประโยชน์ที่ ทอท. และประเทศชาติจะได้รับอย่างรอบด้าน แต่ปรากฎว่าผู้บริหาร ทอท.กลับยืนยันจะไม่ทบทวนและเดินหน้าเปิดประมูลต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคมผู้กำกับดูแล ทอท.ช่วยตอบให้กระจ่างด้วย หรือจะปล่อยให้การบริหารงานภาครัฐเป็นแบบนี้หรืออย่างไร เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจกล้าขัดคำสั่งนายกรัฐมนตรีแบบสวนหมัดสวนคำสั่งเช่นนี้ ถ้าไม่เคลียร์ สังคมจะเข้าใจว่ารู้เห็นเป็นใจกัน หรือปากว่าตาขยิบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลในแง่ธรรมาภิบาลความโปร่งใส”