ว่าที่ร้อยเอกจิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้ที่เป็นห่วงมากขึ้นต่อภาคการลงทุน คือ ความไม่ชัดเจนของความต่อเนื่องด้านนโยบายต่างๆ หลังการเลือกตั้ง ซึ่งต่างชาติกำลังติดตามใน 2 ด้าน คือ หลังเลือกตั้งจะไม่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)และการใช้กฎหมายม.44 ในการแก้ปัญหาเร่งด่วนจะหมดลง และพรรคการเมืองยังไม่มีบิ๊กไอเดีย ที่สร้างความมั่นใจว่าทิศทางการบริหารประเทศหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร เพียงแต่โชว์เรื่องนโยบายประชานิยมมาบังหน้าเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง ชูว่าจะใช้เงินให้กับโครงการนั้นโครงการนี้ จนวิตกว่าจะเป็นผลักภาระให้ภาคธุรกิจในหลายเรื่อง เช่น หาเสียงจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเกิน 400 บาทนั้น หากเป็นแรงงานทักษะสูงและธุรกิจรายใหญ่นั้นเขาผ่านจุดนี้แล้ว แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ในไทยยังเป็นรายกลางและเล็ก บางแห่งต่ำกว่า 300 บาทยังมีเลย ขอให้มีงานทำ
” เอกชนมองเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วแค่ไหน จากนั้นนโยบายเดิมๆหรือโครงการใหม่ๆจะเดินหน้าได้เลยทันที และไม่สะดุดในระยะเวลาอันสั้น หากเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ยังไม่มากพอ ทำให้นักลงทุนมองว่ายากที่จะเดาทิศทางได้ ยิ่งหาเสียงว่าขึ้นค่าแรงที่จะมีผลต่อต้นทุนธุรกิจ หากปล่อยความรู้สึกคลุมเครืออย่างนี้ บางส่วนอาจรอไม่ได้หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ตอนนี้เวียดนามน่าจะได้อานิสงส์มากสุด อยู่เฉยๆการเมืองนิ่ง ต่างชาติก็แห่เข้าลงทุน บวกกับหากนักลงทุนมองว่านโยบายที่หาเสียงอาจเพิ่มต้นทุน ยิ่งกดดันลงทุนไทยไปประเทศอื่นแทนเร็วขึ้น เหมือนในอดีต วิตกว่าเศรษฐกิจรอบนี้หากปล่อยให้ซึมหลังเลือกตั้ง เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นรอบใหม่ คงใช้เวลาอีก 2-3 ปี ” ว่าที่ร้อยเอกจิตร์ กล่าว

