นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมดิจิทัลได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอจำนวนมาก ล่าสุดในช่วง4ปี(2558-61)ซึ่งเป็นช่วงที่บีโอไอมีการปรับสิทธิประโยชน์ให้น่าสนใจ ตามยุทธศาสตร์ใหม่ พบว่ามีจำนวนคำขอมากถึง 845 โครงการ คนไทย50% ต่างชาติ50% คำขอสูงสุดจากทุกประเภทกิจการที่บีโอไอให้สิทธิประโยชน์อยู่ตอนนี้ สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง4ปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 553 โครงการ ขณะที่มูลค่าคำขออยู่ที่ 25,370 ล้านบาท สูงขึ้นเทียบกับ4ปีก่อนหน้าอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท
“มูลคำขอถือว่าไม่สูงมากเพราะปกติโครงการด้านดิจิทัลจะใช้เงินลงทุนไม่สูง แต่เป็นกิจการที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ถือเป็นหัวใจของประเทศ เป็นทุกอย่างในชีวิตประจำวัน และไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมแต่เป็นแฟลตฟอร์มเพื่อยกระดับประเทศ”นายนฤตม์กล่าว
นายนฤตม์กล่าวว่า กิจการที่มีคำขอมากที่สุดคือ ซอฟแวร์และแอพพลิเคชั่น 70% อีก 30% ที่เหลือ อาทิ ฟินเทค แฟลตฟอร์ม คลาวด์เซอร์วิส และที่น่าสนใจคือ สมาร์ทฟาร์มมิ่ง 3 โครงการเป็นของคนไทยทั้งหมดและเป็นคนรุ่นใหม่ถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะบีโอไอพยายามส่งเสริมอยู่
นายนฤตม์กล่าวว่า การปรับสิทธิประโยชน์ของบีโอไอในช่วงที่ผ่านมาจนคำขออุตฯดิจิทัลสูงขนาดนี้มาจากการเพิ่มกิจการใหม่อีก10 กิจการ ประกอบด้วย กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ Big data, Data analytics, Industrial software กิจการให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น FinTech, MedTech, บริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน , กิจการระบบเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพต่างๆ ระบบควบคุมการใช้น้ำและปุ๋ย ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ , กิจการ Digital Park , ศูนย์บ่มเพาะด้านนวัตกรรม , กิจการ Cloud Service , กิจการ Maker Space หรือ Fabrication Lab , กิจการ Co-Working Space , กิจการบริการวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงระหว่างประเทศภาคพื้นน้ำ จากเดิมมีเพียง 5 กิจการ คือ กิจการพัฒนา Embedded software, Enterprise software, Digital content, กิจการ e-Commerce, กิจการศูนย์ Data center ประกอบด้วยอุตฯดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของอุตฯอิเล็กทรอนิกส์
นายนฤตม์กล่าวว่า จากทิศทางของโลกที่มุ่งสู่ดิจิทัลในทุกสิ่ง บีโอไอจะเร่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งภาคเกษตร โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งด้านการแพทย์ หรือการพัฒนาเมืองให้เป็น และดึงจุดแข็งจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะการสร้างสตาร์ตอัพ ไทย อาทิ กรณีดึง ฮ่องกง ไซเบอร์ พอร์ท เข้ามาช่วย และการดึงศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมหรือ โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ ชั้นนำระดับโลก ที่จะมาพร้อมกับเครือข่ายสมาชิกจากทั่วโลก และส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ และบุคลากรด้านดิจิทัล โดยจัดกิจกรรมสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ
“ปัจจุบันการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ส่วนใหญ่เป็นของคนรุ่นใหม่มักติดปัญหาเงินลงทุน ดังนั้นแนวทางการหาเงินจึงเกิดในรูปของคลาวด์ฟันดิ้ง คือการระดมทุนเพื่อสร้างธุรกิจที่สังคมสนใจอยากให้เกิด หรือจะเรียกกฐิน ออนไลน์ ก็ได้ ซึ่งจะเป็นรูปแบบการลงทุนของอนาคต และบีโอไอพร้อมสนับสนุนเช่นกัน”นายนฤตม์กล่าว

