หน้าแรก เศรษฐกิจ จอดป้าย : ทำ...

จอดป้าย : ทำไมต้องมี‘อีโคอีวี’

19.03.19 | 09:30 น.

ชัดเจนว่า “อีโคอีวี” หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าราคาประหยัด ไร้อนาคตอย่างแน่นอนในช่วง 1 ปีจากนี้ หลัง 4 ค่ายรถหลักของไทย ประกอบด้วยโตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน และอีซูซุ แสดงจุดยืนไม่ผลิต ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วงที่ผ่านมา จนต้องพับแพคเกจส่งเสริมอีโคอีวี
ใส่กระเป๋า

ประเด็นนี้มีการพูดถึงมาระยะหนึ่ง ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บเพิ่งมาคิด ซึ่งระหว่างที่ 2 หน่วยงานรัฐพยายามผลักดัน
และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง อีกทางหนึ่งก็หารือสอบถามความเห็นจากค่ายรถถึงความสนใจหากออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวออกมา

แต่พอใกล้เลือกตั้งเกมพลิก!! เพราะค่ายรถจำนวนหนึ่งพยายามสื่อสารไปยังกระทรวงการคลังว่าไม่สนใจ เข้าลักษณะไม่อยากทำและไม่อยากให้ค่ายอื่นมาทำรถที่อนาคตอาจแย่งตลาดอีโคคาร์ได้ เพราะด้วยประสบการณ์อีโคคาร์เองเคยสร้างปรากฏการณ์แย่งตลาดรถเล็กจากบางค่ายเหมือนกัน

มีคำถามว่าทำไมต้องทำอีโคอีวี?

คำตอบก็คือ มาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของไทยปัจจุบันมีช่องโหว่จากบางหน่วยงาน คือไม่ได้บังคับให้ค่ายรถผลิตชิ้นส่วนอีวีที่ลงลึกพอจะทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตครบวงจร ยกตัวอย่างง่ายๆ ปัจจุบันการส่งเสริมให้ผลิตแบตเตอรี่เพื่อให้ได้ภาษีสรรพสามิตในอัตราต่ำที่ค่ายรถต้องการ แต่พบว่าคล้ายกับการอนุญาตให้ค่ายรถหาถ่านไฟฉายจากที่ไหนก็ได้มาใส่
รีโมต แล้วใช้รีโมตเปิดทีวี แต่ไม่ได้ลงลึกให้ค่ายรถผลิตถ่านไฟฉายก้อนนั้นๆ

Advertisement

ซึ่งถ่านไฟฉายเปรียบเหมือนแบตเตอรี่อีวี หากปล่อยเป็นเช่นนี้ ภาพฝันที่จะให้ไทยมีฐานผลิตอีวีเหมือนปัจจุบันที่เป็นฐานผลิตกระบะและอีโคคาร์คงยาก

สศอ.จึงคิดรูปแบบปรับอีโคคาร์ 2 ไปสู่อีวีขนาดเล็ก ที่จะได้ประโยชน์เต็มๆ 2 ด้าน คือ 1.ฐานผลิตอีวีในไทยจะสำเร็จเร็วขึ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะได้ประโยชน์ ส่งเสริมให้ไทยยังเป็นฮับของอาเซียนต่อไป 2.คนไทยจะได้ใช้รถอีโคอีวีในราคาที่จับต้องได้เฉลี่ย 5-6 แสนบาท จากปัจจุบันราคาอีวีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ สศอ.และบีโอไอพยายามดันมาตรการอีโคอีวีก่อนจะถูกเบรก ไม่ใช่จากค่ายรถ เพราะค่ายรถแค่ขวาง

แต่ถูกเบรกจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล บวกกับข้าราชการบางส่วนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อเอื้อค่ายรถยนต์บางค่าย

ปิยะวรรณ ผลเจริญ