นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรไทยในช่วงที่ผ่านมาขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีความตกลงค้าเสรี หรือเอฟทีเอเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการส่งออก สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ปัจจุบันไทยมีความตกลงเอฟทีเอแล้ว 13 ฉบับ กับ 17 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู และชิลี ช่วยสร้างความได้เปรียบให้สินค้าเกษตรของไทยด้านภาษีที่มีการลดเลิกการเก็บภาษีศุลกากร เทียบปี 2535 ก่อนเกิดความตกลงเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับอาเซียน หรืออาฟต้ามีผลบังคับใช้ ไทยส่งออกสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลกราว 6.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2561 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลกกว่า 2.31 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวขึ้นร้อยละ 245 นับจากความตกลงเอฟทีเอของอาเซียนมีผลใช้บังคับ
นางอรมน กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรจากไทยไปยังประเทศคู่เจรจา 17 ประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอด้วยคิดเป็น 1.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 64 ของการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยทั้งหมด ประเทศคู่ค้าสำคัญ 3 อันดับแรก คือ จีน อาเซียน และญี่ปุ่น โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนเป็นอันดับที่ 1 มูลค่ากว่า 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวกว่าร้อยละ 738 เมื่อเทียบกับปี 2545 ก่อนที่จีนจะเริ่มลดภาษีสินค้าเกษตรให้ไทย สำหรับอาเซียนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ไทยส่งออกไปมูลค่า 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวกว่าร้อยละ 667 เมื่อเทียบกับปี 2535 ก่อนที่อาเซียนจะเริ่มลดภาษีสินค้าเกษตร และญี่ปุ่นเป็นตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยอันดับที่ 3 ซึ่งไทยส่งออกมูลค่ากว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวกว่าร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับปี 2549 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะลดภาษีสินค้าเกษตร ทั้งนี้สินค้าเกษตรที่ไทยใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในการส่งออกอันดับต้น ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ผลไม้สดและแปรรูป ไก่สดแช่แข็ง เป็นต้น
นางอรมน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับความตกลงเอฟทีเอที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา ในปี 2561 ไทยมีการค้าสินค้าเกษตรกับสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) 16 ประเทศ เป็นมูลค่า 1.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การค้ากับสมาชิกความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (บีมสเทค) 7 ประเทศ เป็นมูลค่า 580 ล้านเหรียญสหรัฐ การค้ากับตุรกี มูลค่า 105 ล้านเหรียญสหรัฐ การค้ากับปากีสถาน มูลค่า 106 ล้านเหรียญสหรัฐ และการค้ากับศรีลังกา มูลค่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนเจรจาเอฟทีเอในอนาคตกับกลุ่มประเทศที่ไทยมีมูลค่าการค้าสูง เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่ในปี 2561 ไทยมีการค้าสินค้าเกษตรด้วยเป็นมูลค่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) มูลค่า 43 ล้านเหรียญ และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) มูลค่า 68 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ไทยจะสามารถขยายตลาดใหม่ สร้างความได้เปรียบและโอกาสในการค้าให้สินค้าเกษตรของไทย และจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมยิ่งขึ้น

