นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.อยู่ระหว่างการพิจารณาวางแผนปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามสภาพที่เป็นจริงมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์น้ำ เช่น ช่วงเวลาเกิดน้ำท่วม หรือน้ำแล้ง เพื่อให้สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้บริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลน้ำในแหล่งน้ำบางแห่งอยู่ในสภาพไม่มีผู้รับผิดชอบที่แท้จริง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดกลางความจุตั้งแต่ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไปจนเกือบแตะระดับ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร กว่า 400 แห่งทั่วประเทศ
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ส่วนเขื่อนขนาดเล็กมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบโดยตรง แต่การติดตามปริมาณน้ำยังคงใช้วิธีการประเมินปริมาณน้ำจากภาพถ่ายดาวเทียมของจิสด้า ซึ่ง สทนช.อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติในการสำรวจติดตามปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะให้แต่ละหน่วยงานใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นทดลอง
นายสมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางของ สทนช. เบื้องต้น คือ ให้หน่วยงานมอบหมายให้กลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นผู้รับผิดชอบแจ้งข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับปริมาณน้ำไปยังศูนย์น้ำจังหวัดต่อไปยังศูนย์น้ำภาคและสทนช. ตามลำดับ ซึ่งวิธีนี้จะคล่องตัวกว่า เก็บข้อมูลเร็วกว่า และสามารถติดต่อประสานงานระหว่างกันได้ตลอดเวลา โดยที่กลุ่มผู้ใช้น้ำก็จะส่งข้อมูลผ่านไปให้หน่วยงานผิดชอบเขื่อนเช่นกัน ไม่ว่ากรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สุดท้ายข้อมูลเหล่านี้จะส่งไปที่ สทนช. เหมือนกัน
นายสมเกียรติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของศูนย์น้ำจังหวัดเป็นแผนการจัดตั้งหน่วยงานในระดับจังหวัดดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ โดยอาศัยพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.2561 หรือกฎหมายอื่น ๆ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อให้จังหวัดในฐานะเจ้าของพื้นที่มีข้อมูลน้ำที่ครบถ้วน รวดเร็ว และมีส่วนในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

