หน้าแรก เศรษฐกิจ บอร์ด JCK อนุ...

บอร์ด JCK อนุมัติเพิ่มทุน 214 ล้านหุ้น ขายแบบจำกัดวง เพิ่มสภาพคล่อง-ลดหนี้ มั่นใจปีนี้สดใส ข่าวดีเยอะ

20.03.19 | 16:48 น.

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JCK หรือชื่อเดิม TFD เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติการลดทุนจดทะเบียน จาก 3,324.20 ล้านบาท เป็น 2,554.76 ล้านบาท โดยตัดหุ้นสามัญที่ยังไม่ได้จำหน่าย จำนวน 769.44 ล้านบาท มูลค่าตราไว้หุ้นละ 1 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2,769.46 ล้านบาท โดยการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) จำนวน 214,703,414 หุ้น เพื่อเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) คาดว่าจะได้รับเงินประมาณ 328.50 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้น และช่วยลดภาระการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินลดลง ขณะเดียวกันเงินทุนเพิ่มขึ้นสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน และรองรับการขยายการลงทุนในอนาคต เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและแนวโน้มผลการดำเนินงานในทิศทางที่ดีขึ้นได้

นายอภิชัย กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า คาดว่ารายได้จากการขายที่ดินจะเป็นปัจจัยหลักที่จะสร้างรายได้ และผลักดันผลประกอบการของบริษัทให้เติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะธุรกิจนิคมฯ มีอัตรากำไรค่อนข้างสูง ปัจจุบันมีลูกค้าที่สนใจซื้อที่ดินโครงการของบริษัทอยู่หลายรายทั้งผู้ประกอบการเดิมที่อยู่ในนิคมฯ และลูกค้ารายใหม่ เนื่องจากโครงการของบริษัทเป็นนิคมฯ ที่ตั้งอยู่ในเขต EEC ประกอบกับมีโลเคชั่นที่ดี ติดขนานตลอดแนวถนนมอเตอร์เวย์เกือบ 4 กิโลเมตร และติดถนนบางปะกง-ฉะเชิงเทรา อีกทั้งเป็นนิคมฯ ในเขต EEC ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุดทำให้ที่ดินของนิคมฯทีเอฟดี มีความน่าสนใจมากขึ้น มั่นใจว่าปีนี้จะปิดยอดขายที่ดินในนิคมฯทีเอฟดี 2 ได้ไม่น้อยกว่า 200 ไร่ ส่วนหนึ่งรับอานิสงส์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทำให้ลูกค้ารายใหม่หลายรายจากจีนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจจะย้ายฐานการลงทุนมาไทยอีกจำนวนมาก

นายอภิชัย กล่าวว่าสำหรับแผนขยายการลงทุนในอนาคตของธุรกิจนิคมฯ นั้น บริษัทได้เข้าร่วมประมูลการลงทุนพัฒนาที่ดินราชพัสดุในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม มีพื้นที่รวมประมาณ 1,363 ไร่ 2 งาน 17.1 วา กับกรมธนารักษ์ ซึ่งบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคตของภูมิภาคและสามารถพัฒนายกระดับพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ เนื่องจากจังหวัดนครพนมเป็นเส้นทางเชื่อมต่อประเทศในภูมิภาคอินโดจีน เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเชื่อมต่อประเทศจีนตอนใต้ผ่านสะพานมิตรภาพ 3 ที่สั้นและสะดวกที่สุด ประกอบกับพื้นที่โครงการติดกับเส้นทางรถไฟทางคู่ ขอนแก่น (บ้านไผ่) – นครพนม รวมทั้งยังสามารถพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่จะส่งเสริมการพัฒนาและลงทุนกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้รับการคัดเลือกเป็นผู้พัฒนาโครงการในครั้งนี้

ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้าในประเทศอังกฤษ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาขาย Warehouse ที่เหลืออยู่อีก 1 แห่ง คาดว่าน่าจะสามารถขายและรับรู้รายได้ไม่เกินกลางปีนี้ โดยมีมูลค่าขายอยู่ประมาณ 700-800 ล้านบาท ส่วนธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าในไทยมีแนวโน้มที่ดี น่าจะปล่อยเช่าพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30,000 ตร.ม. เมื่อรวมกับพื้นที่เช่าปล่อยเดิมอีกประมาณ 32,000 ตร.ม. จะยอดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 62,000 ตร.ม.ในปีนี้ และบริษัทมีนโยบายจะขายคลังสินค้าบางส่วนเข้าไปเป็นสินทรัพย์หลักของกอง REIT ซึ่งน่าจะมีขนาดเสนอขายไม่น้อยกว่า 2,000 – 2,500 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้เข้ามาประมาณไตรมาส 4 ปี 2562 หรืออย่างช้าไม่เกินกลางปี 2563