หน้าแรก เศรษฐกิจ รับมือพิษเบร็...

รับมือพิษเบร็กซิท พณ.ลุยถกอังกฤษ-อียู ป้องกันโควต้าสินค้า 31 รายการ

21.03.19 | 16:48 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การเจรจาเบร็กซิทระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป (อียู) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากใกล้ถึงเส้นตายวันที่ 29 มีนาคม ที่สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐสภาสหราชอาณาจักรได้ลงคะแนนเสียงและมีมติ 3 เรื่อง คือ สหราชอาณาจักรไม่ยอมรับข้อตกลงการออกจากสมาชิกอียู ฉบับที่อยู่บนโต๊ะเจรจา ไม่ยอมรับการออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ กับอียูเลย และเห็นชอบให้รัฐบาลขอให้อียูยินยอมขยายระยะเวลาการออกจากสมาชิกภาพออกไป ทั้งนี้ การขอขยายระยะเวลาดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิกของอียูทั้ง 27 ประเทศ มีกำหนดประชุมเรื่องนี้ร่วมกันช่วงวันที่ 21-22 มีนาคม ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

นางอรมนกล่าวว่า สหราชอาณาจักรทำการค้ากับอียูเป็นหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% อีก 10% เป็นการค้าที่เกิดภายใต้ความตกลงที่อียูทำกับประเทศอื่น ซึ่งสหราชอาณาจักรได้ประโยชน์ในฐานะเป็นสมาชิกอียู กรณีการเจรจากับอียูไม่สามารถหาข้อสรุปได้ (no-deal Brexit) สหราชอาณาจักรได้เตรียมการเร่งเจรจาจัดทำความตกลงทางการค้ากับประเทศที่มีความตกลงทางการค้ากับอียูก่อน เพื่อให้การค้าของสหราชอาณาจักรหลังออกจากอียูแล้ว (เบร็กซิท) ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น และยังคงได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยได้รับจากประเทศเหล่านั้นเมื่อครั้งยังเป็นสมาชิกของอียู

นางอรมนกล่าวว่า ล่าสุด สหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จในการจัดทำความตกลงทางการค้าที่เรียกว่า Continuity Agreement แล้วกับชิลี หมู่เกาะแฟโร แอฟริกาตะวันออกและใต้ (มาดากัสการ์ มอริเชียส เซเชลส์ และซิมบับเว) สวิตเซอร์แลนด์ อิสราเอล รัฐปาเลสไตน์ และรัฐแปซิฟิก (ฟิจิ และปาปัวนิวกินี) ซึ่งความตกลงเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อสหราชอาณาจักรออกจากอียูโดยสมบูรณ์ สำหรับการค้าที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 40 เป็นการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศที่เหลือในโลก รวมถึงไทย ซึ่งขณะนี้สหราชอาณาจักรได้เริ่มหารือกับประเทศที่มีการเจรจาจัดทำความตกลงทางการค้ากับอียูเป็นลำดับต้นก่อน อาทิ สหรัฐ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อมิให้การค้าหลังเบร็กซิทสะดุด และเตรียมการสำหรับเจรจาจัดทำความตกลงการค้าระหว่างกันต่อไป

นางอรมนกล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างเจรจากับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เรื่องการแก้ไขตารางข้อผูกพันโควต้าภาษีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) อันสืบเนื่องมาจากเบร็กซิท เกี่ยวกับโควต้าสินค้า จำนวน 31 รายการ เช่น มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหัก ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก ปลาแปรรูป พาสตา บิสกิต อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น ที่ไทยเคยได้รับโควต้าจากสหภาพยุโรป และจะต้องมีการจัดสรรแบ่งโควต้าใหม่ภายหลังเบร็กซิท

นางอรมนกล่าวว่า ปี 2561 การค้าไทยกับสหราชอาณาจักรมีมูลค่า 7.04 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.40% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 4.06 พันล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้า 2.98 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหราชอาณาจักร เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น โดยประเทศคู่ค้าสำคัญของสหราชอาณาจักร ได้แก่ สหภาพยุโรป 580.89 พันล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐ 129.82 พันล้านเหรียญสหรัฐ จีน 90.23 พันล้านเหรียญสหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ 34.06 พันล้านเหรียญสหรัฐ และนอร์เวย์ 30.14 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการค้าไทยกับสหภาพยุโรปมีมูลค่า 47.27 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 9.42% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 25.01 พันล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้า 22.26 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Advertisement