นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยถึงผลงาน 2 ปี(2560-2561) ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เชื่อมโลก ให้ไทยแล่น ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ตลอด 2 ปี อีอีซีเป็นแกนกลางของรัฐบาล ประสานงานกับหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน ในการยกระดับเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการลงทุน การสร้างคน และ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน โดยใช้ 3 จังหวัดใน อีอีซี เป็นพื้นที่ตัวอย่าง โดยผลงานสำคัญของรัฐบาลและอีอีซีคือ 1.กำกับดูแลให้มี พ.ร.บ. อีอีซี 2.การขับเคลื่อนของ อีอีซี ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 650,000 ล้านบาท จะทำให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของเอเชีย โดยรัฐดึงการลงทุนจากเอกชนประมาณ 450,000 ล้านบาท และรัฐลงทุน 200,000 ล้านบาทแต่รัฐจะได้ผลตอบแทนจากโครงการเหล่านี้ ประมาณ 450,000 ล้านบาท คือสุทธิแล้วรัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณมาลงทุน และยังได้รายได้เข้าสู่คลังไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ อีกไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท 3.การขับเคลื่อนของ อีอีซี ผ่านการลงทุนในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายมีผลดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมีการขยายตัว GDP เพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปี 2559 เป็นประมาณ 4.2% ในปี 2561 และการลงทุนเอกชนขยายตัว เป็นบวก 3 ปี ติดต่อกัน
“สรุปได้ว่า ใน 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถใช้ อีอีซี สร้างฐานการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเปิดประตูเศรษฐกิจ และระดมการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงเพื่อสร้างกำลังผลักดันประเทศ ขณะนี้ทิศทางไทยแลนด์ 4.0 มีความมั่นคงพร้อมที่จะนำคนไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง มีรายได้ที่ยั่งยืน มีความอยู่ดีกินดีรายได้ที่สูงขึ้น และที่สำคัญคือทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของเอเชียอีกครั้งหนึ่ง”นายคณิศกล่าว
นายคณิศกล่าวว่า ภารกิจ 1 ปีข้างหน้า(2562) คือการเดินเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ ในการทำงานปีที่ 3 ของ อีอีซี รัฐบาลกำหนดเป้าหมายให้เร่งดำเนินการ 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ยืนยันให้ 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักได้ผู้ลงทุนในเดือนเมษายน 2562 เพื่อให้เกิดการลงทุน 650,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า และหลังจากนั้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่ทั้ง5โครงการจะยังคงเดินหน้าต่อ 2.เร่งรัดการลงทุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 500,000 ล้านบาท ใน 5 ปี ซึ่งจะสร้างงานใหม่ รายได้ดี ไม่น้อยกว่า 450,000 ตำแหน่ง ให้กับเยาวชนไทย 3.เดินหน้ายกระดับพื้นฐานด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะผังการใช้ที่ดิน การศึกษา งานวิจัยและเทคโนโลยี สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม (อากาศ น้ำ ของเสีย) ปัจจัยพื้นฐาน น้ำ พลังงาน 4.จัดวางแนวทางการพัฒนาพื้นที่พิเศษที่เป็นเขตเทคโนโลยี และเมืองอัจฉริยะ และ5.สร้างประโยชน์ให้ถึงประชาชน และทำความเข้าใจกับชุมชนและประชาชน ให้เกิดความความรู้และความร่วมมือที่จะทำงานร่วมกันเพื่อส่วนรวม
นายคณิศกล่าวว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะสร้างการลงทุนไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี สร้างงานใหม่ไม่น้อยกว่า 1 แสนอัตราต่อปี ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2% และลดการเหลื่อมล้ำระหว่างคนกรุงเทพและประชาชนในอีอีซี ที่สำคัญคือ เป็นการปรับโครงสร้างประเทศไทย สู่ ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยการสร้างรายได้ และการดำรงชีวิตของประชาชนทุกคน

