ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือพีพีเอส เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้แก่กลุ่มบริษัท ภายใต้ Investment Platform เพื่อการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง โดยมีกลุ่มบริษัท Ensemble Equity PTE., LTD.และ Profin Group ทำหน้าที่หากลุ่มผู้ลงทุน ร่วมกับผู้ช่วยในการคัดเลือกโครงการที่น่าสนใจ และใช้ Project SPV หรือ Special-purpose Vehicles เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงกลุ่มนักลงทุนและโครงการ และส่งต่อโครงการนั้นให้กับบริษัทในเครือ PPS ทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่เป็น Project support หรือ Technical service
“การพัฒนากลุ่มธุรกิจใหม่ ถือเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงการภาครัฐ – เอกชน ที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างการทำธุรกิจ ปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน และหาโอกาสทางธุรกิจอยู่เสมอ เพื่อกระจายความเสี่ยง ขยายขอบเขตการดำเนินงาน และขยายฐานลูกค้า รองรับการเติบโตที่ยั่งยืน” ดร.พงศ์ธร กล่าว
ดร.พงศ์ธรกล่าวว่า ขณะที่ บริษัทร่วมทุน PPS Oneworks ขยายธุรกิจด้านการออกแบบ การบริหารงานก่อสร้าง งานประมาณราคา (Quantity Surveyor) และ Technical Support ด้วยเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายบริการ และขยายฐานลูกค้าให้กับบริษัท อีกทั้งเป็นการดำเนินงานที่มีระยะเวลาสั้น สามารถคาดการณ์รายได้และระยะเวลารับรู้รายได้ได้ชัดเจนกว่างานรับเหมา ขณะนี้มีงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการประมาณ 30 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายโครงการ ซึ่งบริษัทตั้งเป้ารายได้ 50 ล้านบาทในปีนี้
พร.พงศ์ธรกล่าวว่า สำหรับธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการในช่วงไตรมาสแรกทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องอาทิ โครงการสยามสินธร โครงการพัฒนาพื้นที่ย่านสยามสแควร์ (Block H) โครงการเซ็นทรัลพลาซ่า ชลบุรี อีกทั้งมีโครงการใหญ่ที่เพิ่งเริ่มงานในปลายปี 2561 อาทิ โครงการ เดอะมอลล์ 2 รามคำแหง โครงการ The EmSphere นอกจากนี้มีงานที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญา มูลค่ารวมมากกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มงานประเภทโรงแรมและงานโมเดิร์นเทรด ขณะเดียวกันยังเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน อีกทั้งเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมประมูลงานในโครงการเมกะโปรเจกต์และงานกลุ่ม EEC คาดว่าจะเริ่มทยอยเปิดประมูลตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/62 เป็นต้นไป ปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 315 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2566 บริษัทเชื่อว่าจะสามารถเติบโตตามแผนที่วางไว้ประมาณ 10% หรือมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 425 ล้านบาทในปีนี้
ดร.พงศ์ธรกล่าวว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัท อนุมัติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 เพื่อจ่ายปันผลปี 2561 จากกําไรสะสม ในอัตราหุ้นละ 0.02 บาท เป็นจำนวนเงิน 16.72 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.01 บาท ดังนั้น บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.01 บาท คิดเป็นเงินปันผลจ่ายเพิ่มเติมจํานวน 8.60 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 58.72% ของกําไรสะสมส่วนที่ยังไม่ได้จัดสรรก่อนจ่ายปันผลประจําปี 2561 กำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 7 พ.ค. 62 และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 22 พ.ค. 62 (ขออนุมัติจากประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 24 เม.ย. 62 )
ดร.พงศ์ธรกล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 บษัทมีรายได้รวม 387.09 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.26% ซึ่งมีรายได้รวม 396.03 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7.42 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 86.55% ซึ่งมีกำไรสุทธิ 55.17 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากความล่าช้าจากโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงร่วมกัน

