นายจักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตลาดรวมเครื่องมือแพทย์ในโลกมีมูลค่าส่งออกและนำเข้ารวม 71 ล้านล้านบาท ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์การแพทย์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ หุ่นยนต์ผ่าตัด ระบบอัตโนมัติที่ใช้ในโรงพยาบาล และหุ่นยนต์เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้ป่วยและผู้สูงวัย แม้ว่าหุ่นยนต์การแพทย์จะมีสัดส่วนเพียง 10% แต่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 60 % ของตลาดหุ่นยนต์บริการทั้งหมด สำหรับมูลค่าตลาดประเทศไทย มียอดนำเข้าเครื่องมือแพทย์ในปี 2560 มีมูลค่า 62,131 ล้านบาท และยอดส่งออกมีมูลค่า 102,475 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตจากหลายปัจจัยหนุน ทั้งจากนโยบายรัฐในการก้าวเป็นศูนย์กลางการแพทย์และส่งออก อีกทั้งรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยต่างชาติและการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ตลอดจนการขยายตัวในการลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทย
นายจักรกฤษณ์ กล่าวว่า งานประชุมนานาชาติหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง iAMRS 2019 นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญ ที่ชูบทบาทของประเทศไทยในการเป็นผู้นำความร่วมมือ ส่งเสริมการวิจัยและอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูงบนเวทีโลก ผนึกพลังนานาประเทศเป็นหนึ่งเดียวกันในพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ซึ่งกำลังทวีบทบาทในการดูแลบำบัดรักษาและฟื้นฟูสุขภาพด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยและปลอดภัย โดยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเทคโนโลยี การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทยและหลายประเทศ ที่สำคัญช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคร้ายต่างๆ ตลอดจนผลกระทบจากการผ่าตัดรักษา ทั้งนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือทีเซล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เตรียมงบ 1,200 ล้านบาท

โดยเริ่มงบเฟสแรก 400 ล้านบาท สร้างศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง อาคารศูนย์ 5 ชั้น พร้อมอุปกรณ์ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ศูนย์นี้จะเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อการผลิตในเชิงพาณิชย์ต่อไป โดยกำหนดเปิดในปี 2563 หลังจากนั้น จะเป็นการทำระบบการรับรองมาตรฐานสากลให้สามารถตรวจสอบและรับรองมาตรฐานหุ่นยนต์การแพทย์และเครื่องมือแพทย์ของไทย แก้ปัญหาคอขวดที่ผลงานวิจัยไทยและอาเซียนที่ไม่สามารถผลิตสู่เชิงพาณิชย์ เพราะขาดศูนย์ทดสอบมาตรฐาน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการส่งทดสอบในต่างประเทศลงกว่า 50% นับเป็นสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ระดับสูงสู่ตลาดโลก ตลอดจนการเป็นเมดิคัลฮับของภูมิภาค คาดว่าศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูงนี้จะบริการเต็มขั้นในปี 2564
ในงานครั้งนี้ ยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือเป็นหุ้นส่วน ระหว่าง ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับ แฮมลีน เซนเตอร์ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล แห่งประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมที่มีผลงานโดดเด่นและชื่อเสียงระดับโลก เพื่อร่วมมือกันพัฒนางานวิจัยและบ่มเพาะเทคโนโลยีหุ่นยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ในประเทศไทย
สาระของการประชุมนานาชาติหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง ครอบคลุมเกี่ยวกับ หุ่นยนต์ผ่าตัด, หุ่นยนต์พยาบาลดูแลผู้สูงวัย, มาตรฐาน กฏและข้อบังคับสำหรับหุ่นยนต์การแพทย์, หุ่นยนต์ดูแลสุขภาพและหุ่นยนต์โรงพยาบาล, ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการแพทย์ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และอุปกรณ์การแพทย์

วิทยากรที่มีชื่อเสียง ที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ในการประชุมครั้งนี้ อาทิเช่น มร.โยชิยูกิ ซานไค จาก Cyberdine ผู้ผลิตหุ่นยนต์ช่วยเดินไซบอร์ก นายกวง ซง หยาง ผู้อำนวยการ แฮมลีนเซ็นเตอร์ อิมพีเรียล คอลเลจ, นายอีริค พี.ดัตสัน ผู้อำนวยการการแพทย์ ศูนย์เทคโนโลยีนานาชาติและผ่าตัดระดับสูง, นายจักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นวัตกรหุ่นยนต์ และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในระยะการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 รองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และชีวการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงเป็นวันที่น่ายินดี ที่ประเทศไทยได้ริเริ่มเป็นเจ้าภาพ จัดงานประชุมนานาชาติหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มที่เสริมสร้างเครือข่ายอันแข็งแกร่งระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์การแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ระดับสูง สร้างประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีต่อประเทศไทยและประชาคมโลก

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


