นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มหลังการเลือกตั้งในขณะนี้ยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ การตื่นตัวของประชาชนที่เดินทางออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากเป็นประวัติการณ์ สังเกตได้จากการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกออกมาใช้สิทธิกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงคนรุ่นเก่าก็ออกมาใช้สิทธิกันอย่างหนาแน่น โดยมองว่าหลังจากการปิดหีบเลือกตั้งในช่วง 17.00 น. อีก 3 ชั่วโมงหลังจากนั้นจะเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคใดน่าจะได้เข้ามา เริ่มเห็นเค้าลางของสูตรการจัดตั้งรัฐบาลต่างๆ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความกังวลในเรื่องของความสงบเรียบร้อย เนื่องจากอยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและชัดเจนในทุกคูหาทุกหน่วย ซึ่งเชื่อว่าหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จะเป็นสัญญาณที่ดีเพราะสามารถสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้นได้
“หากผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจนแล้ว อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับและเคารพในเสียงข้างมากของประชาชน รู้แพ้รู้ชนะ โดยปล่อยให้การจัดตั้งรัฐบาลดำเนินตามไปตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่นได้ แต่หากไม่มีใครยอมใคร ทุกคนต้องการเอาชนะกัน จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศไทยโดยตรง ซึ่งในฐานะของภาคเอกชนก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะว่าหากการเลือกตั้งเป็นไปตามกติกาทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ แต่หากมีปัญหาอีกการเมืองไทยก็จะวนกลับไปเหมือนเดิม และเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวมากกว่าเดิมได้” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า หลังจากมีรัฐบาลใหม่มองว่าโครงการใดของรัฐบาลชุดปัจจุบันหากดีก็ควรสานต่อให้แล้วเสร็จ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสของประเทศ ไม่ใช่เข้ามาในรูปแบบของการนำโครงการใหม่และนโยบายใหม่มาดำเนินการทั้งหมด ส่วนของเก่าถึงแม้จะดีแต่ก็ไม่เอาเพราะเป็นของรัฐบาลชุดเดิม โดยอยากให้เข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย เรื่องปากท้องของประชาชน ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจกระจายตัวไปในระดับภูมิภาคมากขึ้น ฟื้นฟูกำลังซื้อในภาคเกษตรกรรมและทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีราคาเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาแก้ไข
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยคือ การพึ่งพาต่างประเทศ เพราะจีดีพีกว่า 70% พึ่งพาการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันเกิดปัญหาในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนรวมถึงเบร็กซิท ทำให้บรรยากาศการค้าโลกไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ต่างจากประเทศอื่นด้วยเช่นกัน โดยในประเทศไทยถึงแม้เศรษฐกิจจะเติบโตถึง 4.1% ในปี 2561 แต่ประชาชนในภาคเกษตรและแรงงานที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศยังไม่ได้รับประโยชน์ในการเติบโตของจีดีพีมากนัก ส่วนผู้ที่ได้ประโยชน์ก็เป็นกลุ่มบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่มีกำไรรวมทุกบริษัทเกือบ 1 ล้านล้านบาท ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ ทำให้ทีมงานที่จะเข้ามาดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศหมุนเวียนได้ดีมากกว่าที่เป็นอยู่
“การลดความเหลื่อมล้ำในทุกด้านต้องทำอย่างเร่งด่วน แต่การพัฒนาบุคลากรเพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องหาวิธีพัฒนาศักยภาพของประชาชนในทุกระดับชั้น ให้สามารถก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ทันสมัยได้ รวมถึงการปรับแก้ข้อกฎหมายของไทยที่มีจำนวนมาก และมีหลายข้อยังล้าหลัง ไม่ทันสมัยและเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงไม่เอื้อต่อการไปสู่เศรษฐกิจสังคมใหม่ด้วย โดยเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันตามกรอบเวลาแน่นอน เพราะเชื่อว่ามีการหารือกันนอกรอบในการร่วมมือกันอยู่แล้ว เพียงแต่รอดูอำนาจในการต่อรองกันว่าพรรคใดจะได้เสียงมากกว่ากันเท่านั้น ซึ่งหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ จะทำให้เกิดรัฐบาลรักษาการ และส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศด้วย ซึ่งในขณะนี้เรื่องความเชื่อมั่นเป็นเรื่องที่ต้องสร้างให้มีมากที่สุด” นายเกรียงไกรกล่าว

