นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้า 87 ประเทศ และผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ ความผันผวนของค่าเงิน และการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน อุปสงค์และกำลังซื้อของประเทศคู่ค่า เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกให้ความสำคัญเรื่องการทำประกันความเสี่ยงค่าเงินและความเสี่ยงอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการค้า อาจมองหาตลาดใหม่เผื่อไว้
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่า ประเทศที่ค่าเงินผันผวนมากที่สุด 3 อันดับ แรก ได้แก่ ซูดาน อาร์เจนตินา และตุรกี ร้อยละ 164.6 28.1 และ 27.6 ตามลำดับ และประเทศที่มีค่าเงินอ่อน ค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 3 อันดับแรก ได้แก่ ซูดาน อาร์เจนตินา และตุรกี ที่ร้อยละ 164.5 100.2 และ 40.9 ตามลำดับ ในส่วนของประเทศไทยมีค่าเงินผันผวนอยู่ที่ 48 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน ที่ร้อยละ 4.6 สะท้อนการมีเสถียรภาพในเกณฑ์ดีส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นอันดับที่ 71 ของโลก และอันดับ 8 ของอาเซียน อ่อนค่าเพียงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ภูมิภาคอาเซียน มีความผันผวนของค่าเงินในระดับต่ำ โดยค่าเงินอินโดนีเซียผันผวนมากที่สุด แต่เป็น การผันผวนในระดับต่ำ ที่ร้อยละ 5.6 สำหรับค่าเงินเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยรวมยังอ่อนค่า เงินของเมียนมา อ่อนค่ามากที่สุด ที่ร้อยละ 14.2 ค่าเงินกัมพูชา และสิงคโปร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561 ประเทศที่ค่าเงินแข็งค่า ประกอบด้วย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และไทย ขณะที่ประเทศที่ค่ำเงินอ่อนค่า ประกอบด้วย ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้า 87 ประเทศ พบว่ามี26 ประเทศ ที่ค่าเงินอ่อนค่ามากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในจำนวนนี้มี 8 ประเทศ ที่เป็นตลาด ส่งออกสำคัญของไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่าร้อยละ 0.5 ของการส่งออกรวมของไทย ประกอบด้วย อาร์เจนตินา ตุรกี ปากีสถาน บราซิล รัสเซีย เมียนมา ออสเตรเลีย และอินเดีย
“โดย 2 ประเทศที่มีแนวโน้มจะ ส่งผลกระทบต่อกำรส่งออกไทยมากที่สุด คือ อาร์เจนตินา และตุรกี ซึ่งเงินอ่อนค่ามากถึงร้อยละ 100 และ 41 ตำมลำดับ กรณีตุรกี ค่าเงินตุรกีเริ่มหดตัวอย่างรุนแรงในเดือนสิงหาคม ปี 2561 ที่ร้อยละ 85-90 เมื่อรวมกับ เศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว ทำให้กำรส่งออกของไทยไปตุรกีหดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 8 เดือน ตามข้อมูลล่าสุดเดือนมกราคม 2562 และอาจติดลบต่อไปในไตรมาสแรกและสองของปี 2562 โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกไปตุรกี ประกอบด้วยรถยนต์และอุปกรณ์มีมูลค่าประมาณ 190 ล้านเหรียญสหรัฐ เครื่องปรับอากาศมีมูลค่าประมาณ 114 ล้ำนเหรียญ สหรัฐ และยางพารามีมูลค่าประมาณ 86 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น ขณะที่สินค้าเกษตรที่สำคัญนอกจากยางพาราแล้ว ประกอบด้วย ข้าวและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง แต่มีมูลค่าค่อนข้างน้อยเพียง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้น “นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว
นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า กรณีอาร์เจนตินา ค่าเงินอาร์เจนตินาเริ่มหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนสิงหาคมปี 2561 ที่ ร้อยละ 100-110 โดยการส่งออกของไทยไปอาร์เจนตินาเริ่มหดตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 และหดตัวต่อเนื่องจนถึง ปัจจุบันเป็นเวลา 5 เดือนติดต่อกัน และมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่อง ทั้งนี้ สินค้ำสำคัญที่ไทยส่งออกไปอาร์เจนตินา ประกอบด้วย รถยนต์และอุปกรณ์มีมูลค่า 328 ล้ำนเหรียญสหรัฐเครื่องยนต์สันดาปมีมูลค่า 325 ล้ำนเหรียญสหรัฐ และผลิตภัณฑ์ยางมีมูลค่า 63.7 ล้ำนเหรียญสหรัฐ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปร รูป 31.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ อาร์เจนตินาและตุรกี ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณร้อยละ 1.0 ของกำรส่งออกรวมของไทย การส่งออกไปยังสองตลาดนี้อาจหดตัวเป็นเวลายาวนานถึง 12-24 เดือน จึงต้องเร่งหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะรถยนต์และอุปกรณ์ ส่วนสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา และอาหารทะเลกระป๋อง ก็ได้รับผลกระทบแต่มูลค่าไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ หน่วยงาน เช่น ธปท. EXIM Bank ธนาคารพำณิชย์ต่างก็มีมาตรการสนับสนุนการลดความเสี่ยงอยู่ ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกจึงควรศึกษาหา แนวทางรองรับ และใช้ประโยชน์มาตรการเหล่านี้ต่อไป

