หน้าแรก เศรษฐกิจ ปตท.จับมือเกษ...

ปตท.จับมือเกษตรไทย ทุ่ม 7.5 พันล.ผุดไบโอคอมเพล็กซ์ครบวงจร

28.03.19 | 05:06 น.

ปตท.จับมือเกษตรไทย ทุ่ม 7.5 พันล. ผุดไบโอคอมเพล็กซ์ครบวงจร สร้างงานให้เกษตรกร 400 คนจากพื้นที่เพาะปลูกกว่า 240,000 ไร่ ทดแทนพื้นที่ปลูกข้าว-ลดปริมาณการใช้น้ำ 30%

นายเสกสรร อาตมางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ จีจีซี เครือปตท. กล่าวภายหลังลงนามสัญญาเงินกู้เพื่อการก่อสร้างโครงการ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” ร่วมกับบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือกลุ่มเคทิส และธนาคารกรุงไทย โครงการลงทุนตามยุทธศาสตร์ไบโอชีวภาพของรัฐบาล ว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้ลงทุนก่อสร้างไบโอคอมเพล็กซ์ จีจีซีผู้ถือหุ้น 100% วงเงินลงทุนก่อสร้างไม่เกิน 7,500 ล้านบาท ใช้เงินทุนจากการกู้ 5,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากเงินลงทุนของ2บริษัท

นายเสกสรรกล่าวว่า โครงการมีแผนเริ่มก่อสร้างเดือนพฤษภาคมนี้ และดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2564 แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นโครงการก่อสร้างโรงหีบอ้อย กำลังการผลิต 24,000 ตันต่อวัน โครงการก่อสร้างโรงผลิตเอทานอล กำลังการผลิต 600,000 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 186 ล้านลิตรต่อปี และโรงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้า 85 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 475 ตันต่อชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการลงทุนต่อยอดการผลิตเคมีภัณฑ์และพลาสติกชีวภาพในระยะที่ 2 ต่อไป ซึ่งจะร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศศึกษาการนำชานอ้อยมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพหรือวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมายให้โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เป็นไบโอฮับครบวงจรแห่งแรกของไทย เป็นการต่อยอดอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

“คาดโครงการนี้จะสร้างงานให้เกษตรกรในพื้นที่จากโรงงานเอทานอลได้มากกว่า 400 คน สร้างรายได้จากอ้อยในพื้นที่เพาะปลูกกว่า 240,000 ไร่ ทดแทนพื้นที่ปลูกข้าว ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำถึง 30% สร้างองค์ความรู้การนำเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มาใช้ลดการย้ายถิ่นฐาน และลดการปล่อยน้ำเสีย สนับสนุนเกษตรกรในการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว สามารถช่วยลดฝุ่นควันและมลพิษจากการเผาอ้อยแทนแรงงาน ทำให้ตัดอ้อยได้ถึง 300-400 ตันต่อวัน และส่งเสริมการใช้ใบอ้อยที่มีสารอาหารไปทำปุ๋ยมากขึ้น”นายเสกสรรกล่าว

ด้านนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด กล่าวว่าโครงการดังกล่าวเป็นการใช้วัตถุดิบที่มีในประเทศอย่างคุ้มค่า เนื่องจากน้ำตาลทรายที่ผลิตอยู่นั้น เกินความต้องการบริโภคในประเทศและต้องส่งออกหลายล้านตันต่อปี และหากส่งออกไปในช่วงที่ราคาน้ำตาลตก ราคาที่ขายได้ก็จะลดลงและจะไปกระทบต่อราคาอ้อยของเกษตรกรด้วย โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการสนับสนุนให้นำน้ำอ้อยที่จะผลิตน้ำตาลไปผลิตเป็นเอทานอล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตถูกกว่าการผลิตจากกากน้ำตาล(โมลาส) โดยผลประกอบการจากการขายโมลาสนั้นจะถูกแบ่งให้กับชาวไร่อ้อย 70% และโรงงานน้ำตาล 30% ตามกฎหมายที่กำหนด

Advertisement