นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติยกเว้นเบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีอากร และความรับผิดทางอาญา พ.ศ. 2562มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2562โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นมาตรการที่ต่อเนื่องจากพระราชกำหนดฉบับปี 2559 ที่ต้องการให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบบัญชีเล่มเดียว ในครั้งนี้กำหนดให้เอสเอ็มอีเข้ามาลงทะเบียนเข้าโครงการปรับปรุงการเสียภาษีย้อนหลังจากปี 2559 จนถึงปัจจุบันให้ถูกต้อง ซึ่งจะได้รับการยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม(ดอกเบี้ย) และโทษทางอาญาบางประการ ซึ่งยกเว้นกรณีการออกและใช้ใบกำกับภาษีปลอมและการกระทำผิดอาญาในอดีต โดยผู้ประสงค์เข้าโครงการนี้ จะต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ถึง 30 มิถุนายนนี้
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่กรมจะให้โอกาสเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีอย่างถูกต้อง หลัง 30 มิถุนายนนี้ กรมจะใช้ตรวจสอบภาษีอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เงินสดและกลุ่มค้าขายออนไลน์
“ธุรกิจที่ใช้เงินสด มีความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงภาษี ดังนั้นจะใช้มาตรการที่เข้มงวด และรุนแรง ในการตรวจสอบภาษี ”นายเกรียงศักดิ์กล่าว
นายเกรียงศักดิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2562 ธนาคารพาณิชย์จะต้องใช้บัญชีที่ผู้ประกอบการยื่นต่อกรมสรรพากร เป็นหลักฐานในการพิจารณาสินเชื่ออีกด้วย ซึ่งผู้ที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมในโครงการนี้ จะต้องปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่ปี2559จนถึงปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีความผิดพลาดทั้งที่อาจโดยเจตนาและไม่เจตนาก็ตาม โดยจะต้องชำระภาษีทั้งหมดภายใน 30 มิถุนายนนี้ โดยกรมจะยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ ซึ่งกรมได้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีในกรณีที่ไม่มีเงินชำระภาษี โดยขณะนี้มีเอสเอ็มอีที่ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบภาษีประมาณ 6-7หมื่นราย จากเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบภาษี 4.6 แสนราย
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อปี 2559 รัฐบาลออก พระราชกำหนดซึ่งเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมทางภาษีให้กับเอสเอ็มอีที่มียอดขายต่ำกว่า 500 ล้านบาท หากเข้าโครงการและทำบัญชีเล่มเดียว ตั้งแต่ปี กรมสรรพากรจะไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ซึ่งการออกกฎหมายยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มครั้งนี้ กำหนดให้เอสเอ็มอีต้องปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง สำหรับปีบัญชี 2549-2562ให้ถูกต้อง หากไม่ได้ลงทะเบียนบัญชีเล่มเดียว หากเข้าโครงการในปีนี้ และทำบัญชีให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกังวลถึงความผิดในอดีต เพราะการทำบัญชีตั้งแต่ปี 2559ให้ถูกต้องต้องทำพื้นฐานบัญชีในปีก่อนๆให้ถูกต้องตามไปด้วย เพื่อให้เป็นไปตามระบบบัญชี
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของเอสเอ็มอีที่จะลงทะเบียนในครั้งนี้ ต้องมีรายได้คือยอดขายที่ต้องเสียภาษีไม่เกิน 500 ล้านบาท สำหรับรอบบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2562 ,ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 ของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2556ภายในวันที่ 25 มีนาคมนี้ และไม่เป็นผู้ออกหรือใช้ใบกำกับภาษีอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่กรมสรรพากรได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวนแล้วภายในวันที่ 25 มีนาคมนี้ นอกจากนี้ ยังกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ จะต้องยื่นภาษีผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เป็นเวลา 12 เดือน นับจากวันที่ 1 กรกฎาคมนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2563

