เมื่อก่อนเราพูดกันถึงเรื่องของ ความเป็นจริงเสมือน เราคงคิดถึงแต่หนังไซไฟ ดูจะเป็นเรื่องของจินตนาการ การเพ้อฝัน การมโน ที่เหมือนจะห่างไกลจากความเป็นจริงอย่างมาก
แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาความฝันให้เป็นจริง ทำให้โลกของความฝันกับความจริงขยับใกล้กันเข้าเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงกับกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
ทำให้เราต้องมาพูดกันถึงเรื่องของความเป็นจริงเสมือน หรือเวอร์ชวล เรียลิตี้ (Virtual Reality) กันมากขึ้น
เมื่อ เทคโนโลยีวีอาร์ จะเข้ามาทำหน้าที่ปฏิวัติเรื่องราวต่างๆ รวมถึงระบบการเรียนการสอนในยุคที่ใครๆ ก็ใช้คำว่า 4.0
นายชัยรัต พงศ์พันธุ์ภาณี อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) คือ สภาพสิ่งแวดล้อมที่เราจำลองขึ้นจากข้อมูลของคอมพิวเตอร์ แล้วแสดงผลในรูปแบบสามมิติ สามารถดูได้จากอุปกรณ์แสดงผล และอุปกรณ์ที่ช่วยในการโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นได้
หน้าตาของอุปกรณ์มีอยู่หลายลักษณะ เช่น 1.แบบจอภาพสวมศีรษะ (Headset) หรือที่รู้จักกันในชื่อหนึ่งว่า ชุดแว่นตา ประกอบด้วย แว่นตาที่บรรจุจอมอนิเตอร์ขนาดเล็ก ทำด้วยกระจก 3 มิติ มุมกว้างประมาณ 140 องศา ครอบคลุมการเห็นในแนวนอนเกือบทั้งหมด
ชุดแว่นตาจะใช้สัญญาณอินฟราเรด พร้อมเลนส์ปิด-เปิดรูรับแสง ทำการเสนอภาพที่เหลื่อมกันเล็กน้อยแต่รวดเร็วในเลนส์แว่นตาทั้ง 2 ข้าง สามารถเคลื่อนที่ได้โดยรอบในเนื้อที่ 3 มิติ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่ว่าเสียงเกิดขึ้นในทิศทางใดในไซเบอร์สเปซนั้น และ 2.แบบติดตั้งบนผนัง ต้องสวมใส่แว่นตาแบบ 3 มิติ ร่วมด้วย เป็นต้น
ปัจจุบัน เทคโนโลยี VR ถูกนำมาใช้ในหลายวงการ อาทิ 1.ด้านความบันเทิง (Entertainment) เป็นขั้นพื้นฐานของเทคโนโลยี เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เช่น ภาพยนตร์ 3D และเกมคอมพิวเตอร์ 2.วงการการศึกษา (Education) ที่ขณะนี้ได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยี VR มาใช้งานกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น การทัศนศึกษาแบบเสมือนจริง เมื่อผู้เรียนสวมใส่ชุดแว่นตา ก็สามารถออกสำรวจ ป่าอเมซอน ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน ขณะนี้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันนำเทคโนโลยี VR ไปใช้ในห้องเรียนมากขึ้น เนื่องจากอุปกรณ์มีความแพร่หลาย ทำให้อุปกรณ์มีราคาที่สามารถจับต้องได้
3.ด้านการฝึกอบรมบุคลากร (Traning) เช่น ด้านการกีฬา และการประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงภัย เช่น หน่วยกู้ภัย พนักงานดับเพลิง และหน่วยกาชาดสากล เป็นต้น เป็นการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อฝึกทักษะด้านการตอบสนองต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเป็นการฝึกทักษะด้านการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามที่จะรักษาชีวิตของตัวเองด้วย
นายชัยรัตกล่าวว่า จากการลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G เป็นเวลา 2 ปี ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชื่อ ศูนย์ 5G เอไอ/ไอโอที อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ตั้งอยู่ในอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้หน่วยงานด้านโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมศึกษาและพัฒนารูปแบบการใช้งานยูสเคส (Use Case) ร่วมกัน ปูทางสู่การใช้งาน 5G ในอนาคต
สำหรับยูสเคสที่จะทำการศึกษาและพัฒนา ภายหลังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงาน กสทช. คือ VR Classroom โดยร่วมมือกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปทิศทางการทดลองทดสอบ
กลุ่มเป้าหมายในการทดลองทดสอบ ได้แก่ 1.นักศึกษา เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ 2.นักการศึกษา และคณาจารย์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจ และเข้าถึงเทคโนโลยี VR ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ จากสภาพเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันเกิดช่องว่างระหว่างผู้เรียน และผู้สอน เนื่องจากผู้เรียนสามารถเรียนรู้และเข้าใจความเปลี่ยนแปลงไปของเทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้งและรวดเร็วกว่า
และ 3.กลุ่มนักพัฒนา ที่จะเข้าร่วมการพัฒนาเนื้อหา (Content) ด้านเทคโนโลยี VR ให้มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ขณะที่ปัจจุบันยังมีนักพัฒนาจำนวนน้อยมาก
เทคโนโลยี VR จะใช้ฟังก์ชั่นการทำงานอย่างเต็มที่ของเครือข่าย 5G โดย 5G จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพให้กับข้อมูลของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งหนึ่งเทคโนโลยีที่สำคัญที่ผลักดันของการพัฒนานี้คือเทคโนโลยี VR นี่เอง
5G จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของเทคโนโลยี VR ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมาตรฐานระบบ 4G ในปัจจุบันยังคงเป็นอุปสรรคต่อเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากข้อจำกัดของแบนด์วิธ (ปริมาณการรับ และการส่ง ข้อมูล) ความหน่วงเวลา และความสอดคล้องกันของเทคโนโลยี โดย VR จะต้องมีการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนด้วยความเร็วสูง
ความสำคัญอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี VR คือความสามารถในการกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน 5G ได้อย่างรวดเร็ว ในระยะแรก เช่น รูปแบบวิดีโอในอนาคตจะมีการใช้งานข้อมูลที่เข้มข้นมากกว่ามาตรฐานในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ดี ส่วนนี้จะเป็นมาตรฐานใหม่ รวมถึงอัตราการแสดงภาพเคลื่อนไหว ที่สูงถึง 90 เฟรมต่อวินาทีขึ้นไป
“คาดว่า 5G จะสามารถพัฒนาเครือข่ายได้เพิ่มขึ้น 10 เท่าเป็นอย่างน้อย สามารถลดความหน่วงเวลาในการรับส่งข้อมูลได้เพิ่มขึ้น 10 เท่า มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น 100 เท่า และสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่ายได้เพิ่มขึ้น 100 เท่า เมื่อเทียบกับระบบ 4G”
รูปแบบของการให้บริการ 4G ที่แพร่หลายอยู่ทุกหนทุกแห่ง มีความเร็วในระดับกิกะบิตต่อวินาที แต่ขณะที่เครือข่าย 5G ที่เมื่อเริ่มให้บริการในเชิงพาณิชย์แล้ว จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการใช้คลื่นความถี่ได้มากขึ้น
และการมีแบนด์วิดธ์ที่กว้างขึ้นจะช่วยเพิ่มความสามารถของเครือข่ายได้ดีขึ้นในระดับหลายสิบกิกะบิตต่อวินาที ทำให้สถาบันการศึกษาและรูปแบบการเรียนการสอน เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง…
กระทรวงดีอี ร่วมกับ กสทช. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมติชน ร่วมกันจัดงาน 5 G ปลุกไทย ที่ 1 อาเซียน มีทั้งการเสวนาและการแสดงยูสเคส ผลงานวิจัยของคณาจารย์ และจากผู้ประกอบการชั้นนำ งานจัดวันที่ 3 เม.ย. ที่หอประขุม มหิตลาธิเบศรจุฬา ฯ ลงทะเบียนได้ทันที ผ่าน QR Code ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

