เชื่อ ‘ศูนย์ทดสอบ 5G’ ดึงดูด ‘ผู้ให้บริการมือถือ-ผู้ผลิตอุปกรณ์’ ตัดสินใจลงทุนขยายโครงข่ายรับ 5G (คลิป)

28.03.19 | 17:38 น.

นายวิทวัส สิฏฐกุล ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแม้การกำหนดมาตรฐานของระบบ 5G โดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) และองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งในด้านมาตรฐานทางเทคนิค ความต้องการใช้งานของผู้บริโภค คลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานเทคโนโลยีนี้ รวมไปถึงแนวทางการกำกับดูแล จะยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่าจะสามารถกำหนดได้อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ เพื่อที่จะสามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2563

นายวิทวัสกล่าวอีกว่า มาตรฐานของระบบ 5G เป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (เวนเดอร์) ได้ทราบถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อที่จะนำมาประเมิน และวางแผนการลงทุนต่อไป ขณะเดียวกันการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โอเปอเรเตอร์ และเวนเดอร์ ได้ทราบถึงแนวทางการนำ 5G ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างชัดเจนขึ้น และเมื่อวันที่ 5G พร้อมให้บริการ ก็จะสามารถนำไปปรับใช้ได้รวดเร็วขึ้น

“จากการจัดตั้งศูนย์ทดสอบ 5G จึงได้ศึกษา และพัฒนารูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) ได้แก่ 1.ทดสอบอุปกรณ์ สำหรับตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของคลื่นความถี่ ที่เมื่อโอเปอเรเตอร์มีการขยายโครงข่าย เพื่อรองรับ 5G จะได้เกิดความมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่รองรับต่างๆ จะสามารถใช้งานได้อย่างแท้จริง และ 2.ทดสอบการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย อุปกรณ์อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) เช่น เอ็นบี-ไอโอที ซึ่งเป็นการบริการที่เน้นการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำ แต่ในจำนวนมหาศาล ซึ่ง 5G นอกจากจะรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้เป็นจำนวนมากแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานสำหรับการเชื่อมต่ออีกกว่า 90% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเก่าๆ ที่ผ่านมา” นายวิทวัส กล่าว

นายวิทวัสกล่าวต่อว่า จากการทดลองทดสอบครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โอเปอเรเตอร์ และเวนเดอร์ สามารถตัดสินใจเรื่องการลงทุนสร้างและขยายโครงข่ายเพื่อรองรับ 5G ที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่จะทำให้การพัฒนาสู่ 5G เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คือการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แบบทั่วประเทศ และการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เฉพาะพื้นที่ ที่มีการใช้งานปริมาณการใช้งานสูง หรือมีความต้องการอัตราข้อมูลที่สูง เช่น สยามสแควร์ เขตหัวเมืองใหญ่ นิคมอุสาหกรรม และพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นต้น

Advertisement