นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เปิดเผยว่า กรณีที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. แยกสัญญาประมูลดิวตี้ฟรี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็น 2 สัญญา และกำหนดขายซองวันที่ 1 เมษายน-8 เมษายนนั้น ถ้าทอท.มั่นใจว่าการประมูลดิวตี้ฟรีไม่ต้องดำเนินตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (กฎมายพีพีพี) สามารถเดินหน้าได้ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ทอท.ทำหนังสือสอบถามมายังสคร.ว่าการประมูลดิวตี้ฟรีเข้าข่ายกฎหมายพีพีพีหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนสงกรานต์
นายประภาศ กล่าวต่อว่า กฎหมายพีพีพีใหม่เพิ่งประกาศใช้ และมีการประชุมคณะกรรมการพีพีพี ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการพีพีพีแต่งตั้งอนุกรรมการด้านกฎหมาย เพื่อพิจารณาโครงการของกระทรวงคมนาคม เช่น โครงการด้านขนส่ง อากาศยานว่าโครงการไหนเข้าข่ายพีพีพีบ้าง ซึ่งรวมถึงดิวตี้ฟรี โดยมีกรอบเวลาให้พิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ หรือให้เสร็จก่อนสงกรานต์ จากนั้นจะเสนอเข้าคณะกรรมการพีพีพี และเสนอครม.เพื่อออกเป็นประกาศออกมา
นายประภาศกล่าวต่อว่า ดิวตี้ฟรีเป็นหนึ่งในโครงการของกระทรวงคมนาคมที่ต้องเร่งพิจารณา การที่ทอท.ขายซอง และดำเนินเปิดประมูลไปก่อนที่สคร.จะสรุปเรื่องพีพีพี ต้องรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ถ้าอนุกรรมการด้านกฎหมายพิจารณาแล้วเข้าข่ายต้องดำเนินการตามกฎหมายพีพีพี ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ตามกฎหมายพีพีพี
นายประภาศกล่าวว่า หลักในการพิจารณาต้องไปดูว่าดิวดี้ฟรีเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอากาศยานหรือไม่ โดยพิจารณาตามมาตรา 7 (3) ระบุว่า กิจการท่าอากาศยานและการขนส่งทางอากาศ และกิจการที่เกี่ยวข้องจำเป็น ต้องดำเนินการกฎหมายพีพีพี ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของอนุกรรมการด้านกฎหมายต้องพิจารณา
“การแยกเป็น 2 สัญญา ถ้าพิจารณาแล้วเข้าข่ายพีพีพี แม้แยกสัญญาเพื่อให้เงินลงทุนลดลงเหลือไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ต้องทำพีพีพีเช่นกัน แต่ไม่ต้องทำแบบเต็มทุกขั้นตอนตามกฎหมาย”นายประภาศกล่าว
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


