นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรณีกฎหมายอีเพย์เมนต์ที่กำหนดให้แบงก์ส่งธุรกรรมทางการเงินมาให้กรมสรรพากร มีการไปปลุกกระแสว่าจะไม่ใช้ระบบออนไลน์ และหันไปใช้เงินสดแทน ตรงนี้ขอเตือนไปยังผู้ประกอบการว่าหากคนใดที่ใช้เงินสดจะยิ่งถูกตรวจสอบมากขึ้นถือว่ามีความเสี่ยง ส่วนคนที่ใช้ออนไลน์ หรือ อีเพย์เมนต์จะได้รับความสะดวกในการจากกรมสรรพากรมากขึ้นถือว่าส่งข้อมูลครบถ้วน
“มีคนไปพูดว่ากรมออกกฎหมายอีเพย์เมนต์เพื่อให้แบงก์ส่งข้อมูลให้กรมตรวจสอบภาษี ขอย้ำเลยว่า แม้ไม่มีข้อมูลจากแบงก์กรมสามารถตรวจสอบภาษีได้อยู่แล้ว และไม่ใช้ข้อมูลเสียภาษี ข้อมูลที่กรมได้มาจากแบงก์นั้นจะนำเข้ามาคัดเพื่อแยกคนดีกับคนไม่ดีออกจากกัน ใครที่มีการแตกบัญชีเป็น 12 บัญชีเพื่อหนีภาษี กรมสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นอยากให้ผู้ประกอบการเข้าระบบอย่างถูกต้องจะดีกว่า”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ทั้งนี้มีพระราชบัญญัติยกเว้น เบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีอากร และความรับผิดทางอาญา เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2562 เป็นมาตรการต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจัดทำบัญชีให้ถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริง และงบการเงินน่าเชื่อถือนำไปใช้ประกอบการทำธุรกรรมทางการเงินได้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นวันแรกที่เปิดให้ผู้ประกอบการมาลงทะเบียนแจ้งใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวใน ระบบส่งเสริมผู้ประกอบการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้ามาในช่วงเช้ากว่า 700 ราย ถือว่ามากพอสมควร โดยการลงทะเบียนจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562
นายเอกนิติกล่าวว่า กรมเปิดโอกาสให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปรับปรุงการบันทึกรายการบัญชี ให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ และการออกมาตรการสนับสนุนการจัดทำบัญชีเดียว ซึ่งการทำบัญชีเดียวทำให้รู้ผู้ประกอบการรู้สภาพที่แท้จริงกับบริษัท เกิดประโยชน์กับบริษัท คนที่ทำระบบที่ถูกต้องได้ประโยชน์ เหมือนปรอทวัดไข้ทำให้รู้ว่าธุรกิจเป็นอย่างไร ขณะนี้การขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินต้องใช้งบจากสรรพากร ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการเป็นเอสเอ็มอีกว่า 4.6 แสนราย จะปรับปรุงงบของตัวเองให้ดีขึ้น ตรงนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง
ด้านนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ รองอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จัดทำบัญชีหรืองบการเงินให้ถูกต้อง ขอให้ใช้โอกาสนี้ลงทะเบียนแจ้งใช้สิทธิ โดยต้องมีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายที่ครบ 12 เดือน ซึ่งสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2561 และได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2561 ไว้แล้วภายในวันที่ 25 มีนาคม 2562 และไม่เป็นผู้ออกหรือใช้ใบกำกับภาษีอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ที่กรมสรรพากร ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้วภายในวันที่ 25 มีนาคม 2562 เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงการบันทึกรายการบัญชีแล้ว พบว่ายังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการหรือยื่นแบบแสดงรายการไว้แต่ไม่ครบถ้วน สามารถยื่นแบบแสดงรายการปรับปรุงการเสียภาษีย้อนหลังให้ถูกต้อง โดยไม่ต้องรับภาระ เสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่มได้
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนแจ้งใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยยื่นแบบแสดงรายการภาษีอากรสำหรับภาษีอากรทุกประเภทตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (E-Filing) ให้ครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


