บ.ดับบลิวเอชเอ เปิดนิคมฯแห่งที่ 10 จ.ชลบุรี พื้นที่ 2,198 ไร่ คาดดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 1.4 แสนล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า เจาะอุตฯยานยนต์แห่งอนาคต หุ่นยนต์ การบินและโลจิตติกส์ ด้านพรินซ์ เฉิงซาน กรุ๊ป ไม่กังวลจัดตั้งรบ.ใหม่ไร้ความชัดเจน ทุ่มกว่า 2 หมื่นล.ผุดโรงงานหวังไทยฐานผลิตภูมิภาค
น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือ ดับบลิวเอชเอ เปิดเผยถึงการขยายการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ว่า บริษัทฯได้เปิดตัวนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 เป็นนิคมแห่งที่ 10 ของกลุ่มดับบลิวเอชเอ ที่อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี มีพื้นที่รวม 2,198 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต หุ่นยนต์ การบินและโลจิตติกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่าสูงได้
“คาดจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 ได้ 1.4 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากที่ผ่านมามีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมอีก 8 แห่งในกลุ่มดับบลิวเอชเอแล้วมูลค่ารวม 1 ล้านล้านบาท”น.ส.จรีพรกล่าว
นายเชอ หงจื้อ ประธานบริษัท พรินซ์ เฉิงซาน กรุ๊ป ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่แห่งหนึ่งของจีน กล่าวภายหลังลงนามสัญญาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอฯ ว่า บริษัทฯตัดสินใจขยายการลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งแรกในไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอฯ บนพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ ในอีอีซีของไทย วงเงินลงทุนรวมประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2.01 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค คาดจะสามารถเปิดดำเนินการการผลิตได้ประมาณกลางปี 2563
นายเชอกล่าวว่า เบื้องต้นจะใช้เงินลงทุนระยะแรกประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.01 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงสร้างพื้นฐานและวางสายการผลิต คาดจะมีการจ้างพนักงาน 1,200 อัตรา โดยมีแผนผลิตยางเรเดียลสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 4 ล้านเส้นต่อปี และคาดจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,000 คนหลังเพิ่มกำลังการผลิตยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็น 10 ล้านเส้นต่อปี จากเป้าหมายผลิตยางรถยนต์และรถบรรทุก 12 ล้านเส้นต่อปี ภายใน 5 ปี ซึ่งจะส่งออกเป็นหลัก 90% และขายในประเทศ 10%
“เชื่อว่าการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยจะทำให้บริษัทมีความต้องการใช้ยางพาราในไทยประมาณ 1.8 แสนตัน และคาดจะมีความต้องการใช้เพิ่มเติมอีกประมาณ 5-6 หมื่นตัน จากปัจจุบันที่จีนมีการนำเข้ายางพาราจากไทยอยู่แล้ว เพราะมองว่าไทยสามารถผลิตยางพารามีคุณภาพและมีกำลังผลิตมากที่สุดในโลกได้”นายเชอกล่าว
นายเชอกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในไทยที่มีการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมีประสบการณ์ติดต่อค้าขายกับไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ทำให้รู้จักประเทศไทยค่อนข้างดี จึงเชื่อว่าปัญหาการเมืองในไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนแต่อย่างใด

