บริษัทเอกชน ผู้ประกอบการชื่อดังพาเหรดเดินเครื่อง รองรับ 5G เครือข่ายเทคโนโลยี ระบบมือถือไร้สายรุ่นที่ 5 ที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ และนำมาสู่การพลิกโฉม เปลี่ยนแปลง อะไรต่อมิอะไรมากมาย
แน่นอนว่าหนึ่งในจำนวนนั้น มีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือเอไอเอส รวมอยู่ด้วย
วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมา เอไอเอสร่วมกับโนเกีย ยื่นเรื่องขอทดสอบ 5G และได้รับอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ เพื่อดำเนินการสาธิต 5G จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และได้ยื่นเรื่องขอดำเนินการสาธิต 5G ไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม
ทั้งนี้ คณะกรรมการ กสทช.อนุมัติให้เอไอเอส และโนเกีย สามารถเปิดการสาธิต 5G บนคลื่นความถี่ย่าน 26.5-27.5 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้คนไทยและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้สัมผัสกับเทคโนโลยี 5G และเห็นถึงประโยชน์ของ 5G ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจทุกระดับ อันจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถเศรษฐกิจและสังคม โดยจะทยอยนำเสนอเทคโนโลยีจากพันธมิตรระดับโลกรายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ณ เอไอเอสดีซี ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม
วสิษฐ์ ระบุว่า เชื่อว่า 5G จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพจากคุณสมบัติ 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ยกระดับความเร็วการใช้ดาต้า (eMBB) คือ การใช้งานในลักษณะบริการบรอดแบนด์เคลื่อนที่ ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงในระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งตอบสนองความต้องการการส่งและรับข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อยๆ
2.ขยายขีดความสามารถการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่ออุปกรณ์ (mMTC) คือ การใช้งานที่เป็นการเชื่อมต่อ ของอุปกรณ์จำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งอาจมากถึงระดับล้านอุปกรณ์ต่อตารางกิโลเมตร และมีการส่งข้อมูลระหว่างกันในปริมาณน้อยๆ จึงไม่ต้องการความเร็วสูง อุปกรณ์โดยทั่วไปมีราคาถูกและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่นานกว่าอุปกรณ์ทั่วไป เน้นสนับสนุน อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ที่จะถูกนำมาใช้อย่างมหาศาล
3.เพิ่มคุณภาพเครือข่ายให้สามารถตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียรที่สุด (uRLLC) คือ การใช้งานในลักษณะที่ต้องการความสามารถในการส่งข้อมูลที่มีความเสถียรมาก รวมทั้งมีความหน่วงในการส่งข้อมูลต่ำในระดับ 1 มิลลิวินาที เหมาะกับการใช้งานระบบที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การผ่าตัดทางไกล และการควบคุมรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น
“เอไอเอสเตรียมวางรากฐานเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง อย่างในเรื่องของความเร็ว ได้มีการเปิดตัว 4.5G ที่เร็วระดับกิกะบิต และเปิดตัวแมสซีฟ ไมโม่ 32T32R รวมถึงการเปิดให้บริการ เน็กซ์ จี ทั้งนี้ ยังร่วมกับพาร์ตเนอร์ผู้ผลิตชิปและสมาร์ทโฟน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความเร็วในการเชื่อมต่อระดับกิกะบิต ส่วนด้านไอโอที นอกจากการพัฒนาเครือข่ายทั้ง เอ็นบี-ไอโอที และ eMBB แล้ว ยังเป็นรายแรกในไทย ที่เปิดให้บริการไอโอทีเชิงพาณิชย์” วสิษฐ์อธิบายเพิ่มเติม
ขณะที่เรื่องการตอบสนอง เอไอเอสได้ศึกษาและเริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลัก ที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลาง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการตอบสนองได้เร็วขึ้น เพราะมีค่าความหน่วงต่ำ ทำให้เมื่อประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วจะได้ประสิทธิภาพ สูงสุด
สำหรับการสาธิต 5G เอไอเอส มีการนำเสนอผ่าน 5 รูปแบบนวัตกรรม ได้แก่ 1.5G ซุปเปอร์สปีด โดยการแสดงศักยภาพที่สำคัญของเครือข่าย 5G เช่น ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ และความหน่วง
2.การสาธิตประสิทธิภาพการตอบสนองที่รวดเร็วของเครือข่าย 5G โดยการใช้หุ่นยนต์สามตัวในการหาจุดสมดุล ที่ทำให้ลูกบอลอยู่กึ่งกลางกระดาน การสาธิตแสดงเวลาที่หุ่นยนต์ใช้ในการหาจุดสมดุลผ่านการสื่อสารระหว่างกันโดยใช้เครือข่าย 4G เปรียบเทียบกับเครือข่าย 5G
3. 5G จะส่งผลให้หุ่นยนต์มีบทบาทอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 โดยการทำงานร่วมกันของเครื่องจักรจากหลายสายการผลิต ต้องการการเชื่อมต่อไร้สายที่มีความหน่วงต่ำและความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งจะทำให้สายการผลิตทำงานได้เร็วขึ้น ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสาธิตหุ่นยนต์ ซึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G
4.การสาธิตการดูวิดีโอที่แสดงสภาวะเสมือนจริง ผ่านเครือข่าย 5G ผู้ที่ใส่แว่นตาเวอชวล เรียลิตี้ (วีอาร์) จะสามารถมองเห็นได้รอบด้าน 360 องศา การดูวิดีโอวีอาร์ ที่มีความคมชัด ต้องการ bandwidth ที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการถ่ายทอดสด
5.การทดลองความเร็วของเครือข่าย 5G โดยการเตะลูกบอลวีอาร์ ที่จุดโทษผ่านเครือข่าย 5G
วสิษฐ์ บอกว่า เนื่องจากได้รับเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี เอไอเอส จึงจัดสาธิต 5G เอพพิโซด 2 โดยนำเสนอนวัตกรรม ได้แก่ 1.5G ซุปเปอร์สปีด ที่สุดของความเร็ว 5G ที่มาก กว่า 18 Gbps 2.5G อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ที่สุดของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไอโอที เพิ่มขึ้น 10 เท่า 3.5G ด้านความบันเทิงเหนือจินตนาการ และ 4.5G กับเทคโนโลยีควบคุมระยะไกล
นอกจากนี้ เอไอเอสและคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G และเริ่มเตรียมทดลอง ทดสอบเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรมบนเครือข่าย 5G ของเอไอเอส ที่เปิดสัญญาณเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช. โดยเปิด ศูนย์ 5G การาจ อินโนเวชั่น แล็บ เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทดสอบ 5G ที่ให้ได้ลงมือพัฒนาจริง ภายใต้เครือข่าย 5G ไลฟ์
ทั้งนี้ นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ รวมถึงนักพัฒนาในระบบนิเวศ 5G สามารถเข้ามาใช้ ศูนย์ 5G การาจ อินโนเวชั่น แล็บ เป็นพื้นที่ศึกษา เรียนรู้ ทดลอง ทดสอบ นวัตกรรม 5G ได้ในทุกแง่มุม เพราะจะประกอบด้วยข้อมูลเทคโนโลยีเกี่ยวกับ 5G ที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานแบบครบวงจร ตั้งแต่รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G, อุปกรณ์โครงข่าย, อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ ตลอดจนตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) ที่มาจากความร่วมมือของผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับโลก
พร้อมทั้ง การสัมมนา เวิร์กช็อป เพื่อพัฒนาความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค รวมไปถึงร่วมกันพัฒนาบริการต้นแบบบน 5G เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขององค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนทุกระดับในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง โดยคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากเอไอเอส และพาร์ตเนอร์ในแวดวงโทรคมนาคมทั้งในและต่างประเทศ
วสิษฐ์ ขยายความอีกว่า เอไอเอสยังร่วมกับนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการนำนวัตกรรมไอโอที, ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ), หุ่นยนต์ (โรโบติกส์) และ 5G เข้ามาประยุกต์ใช้ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพื้นที่โดยรอบ อาทิ สยามสแควร์ สนามกีฬา และโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเสมือนศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย และสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดในประเทศ
โดยรูปแบบของยูสเคส ที่อยู่ระหว่างการ เตรียมพัฒนา เช่น การวิเคราะห์วิดีโอสำหรับโรงเรียนอัจฉริยะ, หุ่นยนต์ขนส่งสินค้าขนาดเล็ก, สนามกีฬา อัจฉริยะ, เสาสัญญาณอัจฉริยะ และหุ่นยนต์กายภาพบำบัด เป็นต้น
วสิษฐ์ ยืนยันว่า การที่ภาครัฐและภาคการศึกษาให้ความสำคัญกับการศึกษา เพื่อเตรียมรองรับเทคโนโลยี 5G ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะ 5G คือ เทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขยายขีดความสามารถการเชื่อมต่อของไอโอที และทำให้เครือข่ายตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียรที่สุด
“ดังนั้น ถึงแม้ว่าวันนี้จะยังไม่มีรูปแบบของธุรกิจที่ชัดเจน แต่การศึกษาให้มากที่สุดย่อมทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้ทันทีในวันที่เทคโนโลยีมาถึง ซึ่งเอไอเอสพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ “วสิษฐ์สรุป
หากผู้ที่สนใจเรื่อง 5G แต่พลาดโอกาสเข้ารับชมในงานที่เอไอเอสจัดขึ้นก่อนหน้านี้ สามารถรับชมยูสเคสที่เอไอเอสจะนำจัดแสดงอีกครั้งภายในงานสัมมนา 5G ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน ในวันที่ 3 เมษายน 2562 เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องประชุม อาคารมหิตลาธิเบศร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

