“คณิศ”ลุ้น 5 บิ๊กโปรเจ็กต์อีอีซีได้ชื่อผู้ลงทุน ชงบอร์ดใหญ่รับทราบเม.ย.นี้

2.04.19 | 20:20 น.

“คณิศ”ลุ้น 5 บิ๊กโปรเจ็กต์อีอีซีมีความชัดเจนได้ชื่อผู้ลงทุนชงบอร์ดใหญ่รับทราบเม.ย.นี้ คาดนักลงทุนจีนจะมาไทยอีกเพียบหลังร่วมมือญี่ปุ่นลงทุนประเทศที่ 3 เลือกโฟกัสอีอีซีที่ไทย สกพอ.เล็งตั้งหน่วยงานดูแลใกล้ชิด

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ(สกพอ.) เปิดเผยภายหลังร่วมงานสัมมนา Japan – China Workshop on Business Cooperation in Thailand เพื่อให้ข้อมูลและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจร่วมกันในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ของไทยว่า เดือนเมษายนนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก 5 โครงการในอีอีซีมูลค่าประมาณ 6.5 แสนล้านบาทที่จะได้ชื่อผู้ชนะการประมูลครบทั้งหมดในเดือนเเมษายนนี้ เมื่อมีความชัดเจนแล้วคาดว่าจะทำให้การลงทุนมีเข้ามาเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากจีน

นายคณิศกล่าวว่า นอกจากนี้การลงทุนในอีอีซีจะได้อานิสงส์จากความร่วมมือของภาคเอกชนจีนและญี่ปุ่นในการลงทุนประเทศที่ 3 โดยโฟกัสพื้นที่อีอีซีของไทยเป็นประเทศแรก เห็นได้จากโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เมืองการบินภาคตะวันออก(สนามบินอู่ตะเภา) ศูนย์ซ่อมอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 มีนักลงทุนจากทั้งจีนและญี่ปุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตามสกพอ.จะตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลการเข้ามาลงทุนที่เป็นความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและจีนเป็นการเฉพาะ เพื่อดูแลให้ต่อเนื่อง

“โครงการหลักในอีอีซีมีนักลงทุนของทั้งสองประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องในรูปแบบต่าง ๆ อยู่แล้ว รวมถึงการเข้ามาให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินจากทั้งสองประเทศ ซึ่งเราอยากเห็นญี่ปุ่นและจีนจับมือกันมา ซึ่งบางคนถามว่าไม่กลัวจีนจะเข้ามาเป็นนอมินีหรือ เราเองไม่กลัวเพราะเห็นว่าความร่วมมือนี้กลับเป็นการทำงานร่วมกัน หรือ Synergy แบบใหม่เรื่องแบบนี้ก็น่าจะน้อยลงไป ใครจะเข้ามาร่วมมือในอีอีซีเราเปิดกว้างรับหมดแต่ที่เห็นว่าจีนและญี่ปุ่นเยอะเพราะอยู่ใกล้และมีเงินมากกว่า และระยะต่อไปการลงทุนจะมองไปยังกิจกรรมอุตสาหกรรมหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองโดยเฉพาะสมาร์ทซิตี้”นายคณิศกล่าว

นายคณิศกล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติสอบถามกรณีไทยมีการเลือกตั้งจะมีผลกระทบต่ออีอีซีหรือไม่ สกพอ.ได้ยืนยัน 2 เรื่องสำคัญคือ 1.อีอีซีมีกฏหมายเป็นของตนเองและมีสกพอ.ที่เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ในอนาคตไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นประธานบอร์ดใหญ่อีอีซีโดยตำแหน่งอยู่แล้ว 2.อีอีซีเป็นการนำไทยขับเคลื่อนไปข้าง ดังนั้นหน้าโครงสร้างพื้นฐานหลักไม่ได้ทำหรือพัฒนาเพื่อคนแค่ 3 จังหวัด(ระยอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี) เท่านั้นแต่จะเกิดประโยชน์กับคนในประเทศโดยรวมด้วยเช่น อย่างสนามบินอู่ตะเภา หากไม่ดำเนินการจะกระทบในอนาคตเพราะสนามบิน 2 แห่งเดิมจะแออัดและรองรับผู้คนไม่พอ ดังนั้นแรงต่อต้านโครงการทั้งหมดจึงไม่มีแน่นอน

Advertisement

นายคณิศกล่าวว่า นอกจากนี้บอร์ดอีอีซีเดือนเมษายนจะพิจารณาถึงระเบียบการใช้เงินที่ก่อนหน้านี้ได้มีการอนุมัติกรอบวงเงินการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติมอีก 900 ล้านบาทไปแล้วจากก่อนหน้านี้ได้รับอนุมัตินำร่อง 100 ล้านบาท ซึ่งสกพอ.ต้องการให้ระเบียบการใช้เงินไม่ต้องอยู่ภายใต้กระทรวงการคลังได้หรือไม่ เนื่องจากบางส่วนจะมีรายได้เข้ามาด้วย โดยจะต้องหารือกันอีกครั้ง