นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้การจัดตั้งยังไม่ชัดเจนว่ากลุ่มไหนจะเป็นรัฐบาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยยังทรงตัวทั้งที่ตลาดอื่นๆ ไปได้ดีมาก หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้วคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือเร่งสร้างความมั่นใจ เพราะในปีนี้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มไม่ดี ทำให้ส่งออกและท่องเที่ยวไม่ดี จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 4% ซึ่งในส่วนทิสโก้มองว่าจะอยู่ที่ 3.5% จากเดิมประเมินว่าจะโต 8%
“นโยบายเร่งด่วนหนีไม่พ้นการกระตุ้นบริโภค ซึ่งคิดว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีออกมาแน่นอน เพราะทุกพรรคหาเสียงว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้ประชานิยม ถ้าเร่งนำออกมาใช้ช่วยทำให้การบริโภคเริ่มฟื้นตัว รวมถึงต้องเร่งทำให้เอกชนมั่นใจที่จะลงทุนให้ได้ ส่วนนโยบายรัฐบาลชุดนี้ทำไว้และอยากให้รัฐบาลใหม่ผลักดันต่อคือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) รวมถึงอยากให้ดูแลกองทุนหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ ที่หมดสิทธิประโยชน์ภาษีในสิ้นปี 2562 นี้”นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์กล่าวว่า จากคะแนนเลือกตั้งที่ออกมาสิ่งที่เป็นห่วงคือเสถียรภาพรัฐบาล แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐมีภาษีดีกว่าในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีเสียงสว.ในมือ 250 เสียง แต่ถ้าเสียงของรัฐบาลทำได้ 270 เสียงถือว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งไม่มากจะกระทบต่อการบริหารราชการ โดยก่อนหน้านี้มองว่าหากรัฐบาลมีเสียงเกิน 300 เสียงทำให้เกิดความมั่นใจ แต่จากสถานการณ์ล่าสุดคิดว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะได้รัฐบาลมีคะแนนเกิน 300 เสียง ดังนั้นหากจะทำให้เอกชนมั่นใจการฟอร์มทีมเศรษฐกิจก็สำคัญ ต้องเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรีให้ถูกกับงาน มีความน่าเชื่อถือ มีคุณสมบัติพร้อมทำงาน และต้องไม่ใช่คนที่ร้องยี้ รวมถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เพราะรัฐบาลผสมหากนโยบายไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาจทำให้มีปัญหาในอนาคต

