“เอฟทีเอ” แรงไม่หยุด 3 ปีดันการค้าไทย-ชิลีพุ่ง 37.6%

9.04.19 | 06:32 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์ผลการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับชิลี พบว่าทำให้มูลค่าการค้า2ประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 1,231 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มขึ้น 37.6% เทียบกับปี 2558 ที่มีผลบังคับใช้และมีมูลค่า 895 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยภายใต้เอฟทีเอชิลีไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทยคิดเป็น 90% ของรายการสินค้าทั้งหมด ส่วนสินค้าคงเหลือที่จะทยอยลดภาษีเหลือ 0% ภายในปี2563 เช่น ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ โพลิเมอร์ พลาสติก ยางล้อ หมึกพิมพ์ รถบรรทุก ผ้าทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป กระจก เซรามิก ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น ขณะที่ไทยจะลดภาษีเหลือ 0% ในสินค้าเฟอร์นิเจอร์ สุขภัณฑ์ เครื่องครัว สิ่งพิมพ์ สิ่งทอ เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ ของเล่น เครื่องเขียน และในปี 2566 จะลดภาษีเหลือ 0% ให้กับสินค้ากลุ่มสุดท้าย โดยชิลีจะลดภาษีในสินค้า เช่น เนื้อสัตว์ปีก ข้าว น้ำตาล รถโดยสาร รถบรรทุก ยางรถยนต์ สิ่งทอ เป็นต้น ขณะที่ไทยจะลดภาษีในสินค้า เช่น ประมง เนื้อสัตว์ เป็นต้น

นางอรมน กล่าวว่าปี 2561 การค้าระหว่างไทยกับชิลี มีมูลค่า 1,231.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออก 779.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 452.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในมูลค่าการส่งออกไปชิลีมีการใช้สิทธิส่งออกภายใต้เอฟทีเอ ไทย-ชิลี สูงถึง 744.6 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 99.4% ของมูลค่าการส่งออก ขณะที่นำเข้าโดยใช้สิทธิ 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 10.5% ของมูลค่าการนำเข้ารวม นับว่าผู้ประกอบการได้ใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอไทย – ชิลี ในการส่งออกสูงเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับเอฟทีเออื่นๆ ของไทย โดยสินค้าส่งออกของไทยที่ใช้สิทธิเอฟทีเอไทย-ชิลีสูงเป็นอันดับต้น เช่น รถบรรทุกขนส่งไม่เกิน 5 ตัน รถยนต์ความจุกระบอกสูบ 1,000-1,500 ลบ.ซม. ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็คและปลาโบนิโตชนิดซาร์ดา (กระป๋อง) และเครื่องซักผ้า เป็นต้น ขณะที่สินค้านำเข้าของไทยที่มีการใช้สิทธิเอฟทีเอไทย-ชิลีสูงเป็นอันดับต้น เช่น องุ่นสดหรือแห้ง ผลไม้สด (แครนเบอร์รี่,บลูเบอร์รี่) สังกะสีออกไซด์และสังกะสีเพอร์ออกไซด์ เมล็ดธัญพืช และผลไม้และลูกนัดอื่นๆ เป็นต้น

นางอรมน กล่าวว่า ชิลีเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่ไทยมีโอกาสขยายการค้าการลงทุนได้อีกมาก โดยชิลีมีนโยบายการค้าที่เปิดกว้างประกอบกับได้ทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ รวม 26 ฉบับ กับ 64 ประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะทำธุรกิจกับชิลี เพื่อขยายตลาดส่งออกและร่วมเป็นห่วงโซ่อุปทานการค้าของชิลี จึงควรเร่งพัฒนาศักยภาพพร้อมกับศึกษาข้อมูลตลาดและพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคสินค้าของผู้บริโภคชิลี เพื่อสามารถเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งควรแสวงหาโอกาสและประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และควรเตรียมปรับตัวสำหรับการเปิดเสรีเพิ่มเติมในปี 2563 และปี 2566

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

Advertisement

เพิ่มเพื่อน