หน้าแรก เศรษฐกิจ ชงเลิกเผาอ้อย...

ชงเลิกเผาอ้อย แก้ฝุ่นพิษ-กู้ศก.

15.04.19 | 10:37 น.

สาเหตุหนึ่งของปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองในอากาศที่วิกฤตในหลายจังหวัด มาจากการเผาอ้อยก่อนตัดส่งโรงงานน้ำตาล ปัญหานี้มีการถกเถียงกันมานานและแก้ไม่ตกสักที เพราะเหตุที่ชาวไร่เผาอ้อยมาจากความจำเป็นด้านต้นทุน หากจ้างแรงงานตัดอ้อยสดจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าการเผาถึง 3 เท่า อีกทั้งแรงงานตัดอ้อยก็ขาดแคลน

แนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหานี้คือการใช้รถตัดอ้อย แต่ต้นทุนก็น่าตกใจ เพราะรถตัดอ้อยคุณภาพสูงที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีราคากว่า 10 ล้านบาท ส่วนรถตัดอ้อยในเมืองไทยแม้ราคาจะถูกเกือบครึ่ง แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ดังนั้นแนวทางที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน คือหามาตรการจูงใจให้เกษตรกรเลิกวิธีเผาแลกกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขายอ้อยสด โดยตั้งเป้าเผาอ้อยเป็นศูนย์ หรือเลิกเผาอ้อยทั้งหมดภายใน 3 ปี พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยถูกในการรถตัดอ้อย

ต่อเรื่องนี้ พสุ โลหารชุนŽ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ในภาพรวมทั้งระบบให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบให้ทันฤดูการผลิตปี 2562/63 ที่กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 30% ต่อวัน ส่วนฤดูการผลิตปี 2563/64 ให้รับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และฤดูการผลิตปี 2564/65 จะลดปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบเหลือเพียง 0-5% ต่อวัน ทำให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายใน 3 ปีนับจากนี้

“กระทรวงร่วมมือกับโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อยในฤดูการผลิตปี 2562/63 ตั้งเป้าหมายเป็นจังหวัดปลอดการเผาอ้อย โดยให้มีการตัดอ้อยสด 100% ในแต่ละภาค รวม 5 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี ชัยภูมิ เลย และอุตรดิตถ์”Ž ปลัดอุตฯระบุ

พสุŽ ยังขยายความเพิ่มเติมว่า กระทรวงยังเสนอโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ระยะที่ 2 โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรรายบุคคล กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร สถาบันชาวไร่อ้อย และวิสาหกิจชุมชน ปีละ 2,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมวงเงิน 6,000 ล้านบาท (งบประมาณปี 2562-64)

Advertisement

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเกษตรกรรายบุคคลอยู่ที่ MRR-5 รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. แทนผู้กู้ในอัตรา 4% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระในอัตรา 2% ต่อปี ขณะที่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร สถาบันชาวไร่อ้อย กลุ่มบุคคล และวิสาหกิจชุมชน คิดดอกเบี้ย 1% ต่อปี

นอกจากนี้จะเสนอมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรถตัดอ้อยไทยด้วยการเพิ่มศักยภาพการผลิตและจำหน่ายให้เพียงพอกับความต้องการ และส่งเสริมการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยการใช้รถตัดอ้อย และเครื่องจักรกลการเกษตรอื่นๆ นำไปจดทะเบียนเครื่องจักรตามกฎหมายกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อนำไปเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันกับแหล่งเงินกู้ได้ด้วย

ทั้งนี้ มาตรการที่จริงจังของกระทรวงอุตสาหกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการต่างๆ จากหน่วยงานอื่นๆ เพื่อร่วมกันขจัดปัญหาฝุ่นควันของประเทศ อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

เมื่อเร็วๆ นี้ วิจารย์ สิมาฉายาŽ ปลัด ทส. หารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ไม่ให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยทั้ง 2 กระทรวงมีมติร่วมกันในการเตรียมกำหนดพื้นที่ห้ามเผาอ้อยอย่างเด็ดขาด และนำรถตัดอ้อยเข้าไปใช้อย่างครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 

“จะนำร่องที่กาญจนบุรี ซึ่งมีโรงงานน้ำตาล 10 แห่ง และมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 4 แสนไร่ มาตรการต่างๆ จะร่วมมือผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล และภาคเอกชนที่มีรถตัดอ้อยขนาดเล็ก ที่เหมาะสมกับการนำมาใช้ตัดอ้อยใน จ.กาญจนบุรี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในฤดูกาลปี 2563 ก่อนจะขยายในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป เพื่อแก้ปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษในระยะยาว”Ž ปลัดอุตฯสรุป

ด้าน สุรพล ชามาตย์Ž รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า มาตรการลดการเผาอ้อยที่นำร่อง ใน จ.กาญจนบุรี ฤดูกาลปี 2563 โดยร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมโรงงานอ้อยและการผลักดันนำรถตัดอ้อยขนาดเล็กไปในพื้นที่ ซึ่งจะมีความเหมาะสมมากที่สุด ส่วนจะขยายไปในพื้นที่อื่นๆ หรือไม่ต้องทำแผนร่วมกันต่อไป 

วรวรรณ ชิตอรุณŽ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เสริมว่า สถานการณ์หมอกควันและค่าฝุ่นละอองเกินระดับมาตรฐานใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ส่งผล กระทบต่อการเดินทางของประชาชนและ นักท่องเที่ยว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จึงกำชับให้หน่วยงานราชการทำงานแบบ บูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยในพื้นที่ให้ระดมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน และปราบปรามการลักลอบเผา โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

สอน.จึงมีหนังสือแจ้งไปยังสมาคมชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ให้กำชับชาวไร่อ้อยงดการเผาอ้อยก่อนตัดส่งโรงงานน้ำตาล หากมีการเผาอ้อยในกรณีใดก็ตามถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 วรรคแรก ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท และมาตรา 25 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

”นอกจากนี้ได้สั่งการให้นายสมพล โนด ไธสง รองเลขาธิการ สอน. ลงพื้นที่ติดตามร่วมกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 4 รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการเข้มงวด กวดขัน ตรวจสอบและเฝ้าระวังการเผาอ้อยก่อนตัดส่งโรงงานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการเผาอ้อยไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตามสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”Ž เลขาฯสอน.ยืนยันห้ามเผาอ้อย

ฟากตัวแทนโรงงานน้ำตาล สิริวุทธิ์ เสียมภักดีŽ รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด แสดงความเห็นถึงการเผาอ้อยก่อนเข้าหีบว่า เห็นสัญญาณที่ดีจากปริมาณอ้อยไฟไหม้ โดยฤดูการผลิตปีนี้ปริมาณอ้อยไฟไหม้ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีก่อน 5% จาก 65% เหลือ 60% เป็นผลมาจากการรณรงค์ให้ตัดอ้อยสดส่งโรงงานน้ำตาลมาโดยตลอด 

“อย่างไรก็ตาม อ้อยไฟไหม้ยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวไร่อ้อยและสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่องŽ” สิริวุทธิ์ย้ำว่าทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหา

ขณะที่ตัวแทนชาวไร่อ้อยคนหนึ่งมีมุมมองว่า หากรัฐมีมาตรการสนับสนุนโดยเฉพาะ สินเชื่อรถตัดอ้อยก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะชาวไร่เองก็รู้ดีว่าการเผาอ้อยมีความผิดและยังเสี่ยงกระทบกับไร่ของชาวไร่ที่อยู่ใกล้ๆ กัน แต่เพราะต้นทุนการตัดอ้อยสดสูงมาก และราคาน้ำตาลทรายตอนนี้ก็ไม่ดีนัก

ด้าน กลินท์ สารสินŽ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชี้ผลเสียหายจากฝุ่นพิษว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย มีความกังวลต่อปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ หากปัญหายังไม่คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก 

“จึงอยากให้รัฐบาลรีบหาต้นเหตุการเกิดฝุ่นพิษไม่ว่าจะมาจากการเผาสร้างสถานการณ์หรือเกิดจากการเผาพืชผลทางการเกษตรก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว และรัฐบาลควรสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรเข้ามาใช้ในการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร อาทิ อ้อย จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่นพิษได้”Ž ประธานสภาหอการค้าแนะนำ

เช่นเดียวกับ สุพันธุ์ มงคลสุธีŽ ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าแม้ปัญหาฝุ่นพิษจะเป็นปัญหาระยะสั้น แต่ภาคเอกชนขอให้รัฐเร่งแก้ไขก่อนจะกระทบภาคท่องเที่ยว เพราะเหลือเพียงเครื่องยนต์เดียวที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้

จากความเห็นที่หลากหลายเห็นสัญญาณชัดว่าการลด-เลิกเผาอ้อยเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายพร้อมสนับสนุน เพราะหากล่าช้าไปกว่านี้ ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน แต่กระทบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย