กรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยเปิดให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลสามารถคืนใบอนุญาตได้ โดยผู้ที่มีความประสงค์ ต้องส่งหนังสือไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา และกสทช.จะพิจารณาค่าชดเชยให้ผู้ประกอบการ โดยจะมีการจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น
แหล่งข่าวในแวดวงผู้ประกอบการธุรกิจทีวีดิจิทัล เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีการประเมินกันว่าจะมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลประมาณ 4-5 รายตัดสินใจขอคืนใบอนุญาต โดยเฉพาะช่องรายการเด็ก เยาวชน และครอบครัวมีโอกาสคืนใบอนุญาตสูงมากเนื่องจากเป็นช่องรายการที่หาโฆษณาได้ยากจากข้อจำกัดของการให้บริการคอนเทนท์หมวดหมู่รายการของช่อง ทั้งช่อง 3 แฟมิลี่ และช่อง เอ็มคอตแฟมิลี่จึงมีแนวโน้มสูงที่จะขอคืนใบอนุญาต นอกจากนี้ ทีวีดิจิทัลกลุ่มสปริงนิวส์ ประกอบด้วย ช่องสปริงนิวส์ ช่องเนชั่นทีวี และช่องนาว อาจลดเหลือเพียง 2 ช่อง โดยขอคืนใบอนุญาตช่องสปริงนิวส์ที่ปัจจุบันไม่ได้ทำรายการแต่เปิดให้ทีวีไดเร็คเช่าเวลาแทน โดยเมื่อปลายปี 2561 สปริงนิวส์ได้ทำข้อตกลงขายหุ้นให้ทีวีไดเร็ค แต่ได้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว เหลือเพียงสถานะผู้เช่าช่วงสถานี เพราะตกลงเรื่องภาระหนี้กันไม่ได้
รายงานข่าวจากสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (วส.) สำนักงาน กสทช. แจ้งว่า ช่องรายการที่มีเรตติ้งสูงสุด 10 อันดับแรกในเดือนมีนาคม 2562 ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มช่องรายการเหมือนเดือนก่อนหน้า ได้แก่ ช่อง 7 (7เอชดี), ช่อง 3 (3เอชดี), ช่องโมโน 29, ช่องเวิร์คพอยท์, ช่องวัน, ช่องไทยรัฐทีวี, ช่อง 3เอสดี, ช่อง 8, ช่องอมรินทร์ทีวี และช่องเนชั่นทีวี โดยช่องรายการที่มีเรตติ้งสูงขึ้นคือช่องรายการที่มีละครหลังข่าวช่วยเพิ่มเรตติ้ง ได้แก่ ช่อง 7, ช่อง 3 และช่องวัน และช่องรายการที่มีรายการข่าวช่วยเพิ่มเรตติ้ง ได้แก่ ช่องไทยรัฐทีวี ช่อง 3เอสดี, ช่องอมรินทร์ทีวี และช่องเนชั่นทีวี ซึ่งได้รับปัจจัยจากการเลือกตั้ง ขณะที่มูลค่าการโฆษณาผ่านช่องรายการมียอดรวมประมาณ 6,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ประมาณ 1,385 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 23% แต่ลดลง 240 ล้านบาท เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2561 มีมูลค่าที่ 6,310 ล้านบาท โดยโฆษณาของช่องสาธารณะมีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ ช่องความคมชัดสูง (เอชดี) 3,792 ล้านบาท ตามด้วยช่องความคมชัดปกติ (เอสดี) 1,670 ล้านบาท ช่องสาธารณะมีมูลค่า 346 ล้านบาท ช่องข่าวสารและสาระ 210 ล้านบาท และช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว 52 ล้านบาท
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


