R&Iญี่ปุ่นคงเครดิตไทย ระบุการเมืองตัวแปรกดดันอันดับความน่าเชื่อถือ

23.05.16 | 21:50 น.

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)รายงานสรุปผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Rating and Investment Information (R&I หรือ อาร์แอนไอ)จากประเทศญี่ปุ่น ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้รัฐบาลสกุลเงินต่างประเทศ และสกุลเงินบาทของไทย ที่ระดับ BBB+ และ A- ตามลำดับ และคงอันดับความน่าเชื่อถือหนี้รัฐบาลระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ ระดับ a-2 แต่ยังคงสถานะแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ระดับเป็นลบ (Negative Outlook)


ในรายงานระบุว่า ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือฯ สะท้อนจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ดูเหมือนว่าจะมีเสถียรภาพภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลทหาร โดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ โดยอาร์แอนด์ไอ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทย ยังคงขยายตัวระดับปานกลาง ประกอบกับการดำเนินงานของนโยบายการคลังอย่างรอบคอบและอนุรักษ์นิยม ส่งผลให้รัฐบาลสามารถใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งนับรวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ อยู่ที่43% ต่ำกว่ากรอบวินัยทางการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 60% และระทรวงการคลัง ประมาณการว่าระยะปานกลางจะไม่เกิน 50% นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินนโยบายการปฏิรูประบบภาษีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ และเริ่มโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ล่าช้า เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง

รายงานในอาร์แอนด์ไอ ระบุอีกว่า แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือยังคงให้เป็นลบ เนื่องจากยังคงติดตามสถานการณ์ทางการเมืองว่าคงมีเสถียรภาพต่อเนื่องไปจนถึงวาระไทยกลับเข้าสู่การปกครองภายใต้รัฐบาลพลเรือน รวมทั้งผลการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดปลายปี 2560 อีกทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและการคลังที่จะดำเนินการต่อไป และเห็นว่าการที่รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล 2.8% ของจีดีพีของปีงบประมาณ 2559 สะท้อนถึงการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ แต่เนื่องจากแหล่งเงินทุนใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐมาจากการกู้เงินของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ จึงต้องติดตามฐานะการคลังของภาครัฐอย่างใกล้ชิด ไทยยังประสบปัญหาเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงไม่สามารถพึ่งพาแรงงานในประเทศได้ ประเทศไทยจึงควรหามาตรการเร่งด่วนเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นต้น