นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี)ช่วง 2 เดือนปี 2562 มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯรวม 11,572.79 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.38% มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ อยู่ที่ 76.25% ของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯทั้งหมด ซึ่งการใช้สิทธิฯเพิ่มขึ้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการส่งออกช่วง 2 เดือนแรกปี 2562 ที่ขยายตัว 5.91% แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มูลค่า 10,776.53 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.52% คิดเป็นอัตราการใช้สิทธิ 77.80% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิภายใต้เอฟทีเอ และมูลค่าการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี) มูลค่า 796.26 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.60% คิดเป็นอัตราการใช้สิทธิฯ60% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิจีเอสพี
นายอดุลย์ กล่าวว่า หากดูรายการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้เอฟทีเอ ทั้ง 12 ฉบับ ซึ่งยังไม่รวมความตกลงอาเซียน-ฮ่องกง ที่จะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ พบว่า มูลค่าส่งออกที่ไทยใช้สิทธิประโยชน์ฯสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาเซียน มูลค่า 4,013.59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามด้วย จีน มูลค่า 2,704.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ญี่ปุ่น มูลค่า 1,407.44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ออสเตรเลีย มูลค่า 1,332.96 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ อินเดีย มูลค่า 696.68 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่าทุกตลาดขยายตัวเพิ่มขึ้น ยกเว้นออสเตรเลียและชิลี ลดลง และรายการสินค้าที่ขอใช้สิทธิฯลดลง ได้แก่ รถยนต์สำหรับขนส่งน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน รถยนต์ความจุกระบอกสูบ 1,000-1,500 ลบ.ซม. และรถยนต์ความจุกระบอกสูบเกิน 2,500 ลบ.ซม. และเครื่องซักผ้าขนาดเกิน 10 ก.ก. โดยมีข้อสังเกตเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ประกอบการยานยนต์ว่ามูลค่าการใช้สิทธิที่ลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการหันไปส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น
นายอดุลย์ กล่าวว่า ตลาดที่ขยายตัวสูงสุด คือ เปรู ขยายตัว 32.02% รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ขยายตัว17.64% และจีน ขยายตัว 9.41% ส่วนกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ไทย-ชิลี 104.79% ไทย-ญี่ปุ่น 99.64% อาเซียน-จีน 92.74% อาเซียน-เกาหลี 86.33% และ ไทย-ออสเตรเลีย 80.72 % รายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม โพลิเมอร์ของเอทิลีน และกุ้งอื่นๆ ไม่แช่แข็ง
นายอดุลย์ กล่าวว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ช่วง 2 เดือนแรกปี 2562 พบว่าประเทศที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯขยายตัวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เวียดนาม 12.14 % ลาว 9.27% และ กัมพูชา 9.14 % ซึ่งยังคงต้องจับตามองตลาดเวียดนามซึ่งเป็นตลาดที่มีการใช้สิทธิฯสูงและเป็นตลาดที่มีศักยภาพในแง่การส่งออกและการลงทุน รวมถึง บรูไนเป็นตลาดประเทศอาเซียนที่น่าสนใจ เนื่องจากประชากรมีรายได้และมีกำลังซื้อสูง ในส่วนของการใช้สิทธิจีเอสพี 5 ระบบ รวม796.26 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช นอร์เวย์ และญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นได้ยกเลิกตั้งแต่เมษายนปีนี้ ทั้งนี้การใช้สิทธิฯสหรัฐฯคงมีสัดส่วนการใช้สิทธิมากสุด 96% ของมูลค่าการใช้สิทธิจีเอสพีทั้งหมด มูลค่า 768.38 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.36% โดยสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯระบบจีเอสพีสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง รถจักรยานยนต์ และเลนส์แว่นตา
“ปี 2562 กรมฯได้ประมาณการเป้าหมายอัตราการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิฯประมาณ 81,025 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9% แต่ยังคงต้องจับตามองแนวโน้มการส่งออกของไทยที่คาดว่าอาจจะชะลอตัว เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากภาวะการค้าโลกและอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ยังคงมีความผันผวน และการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกมีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมา รวมถึงปัจจัยเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้คำสั่งซื้อชะลอลง แต่กรมฯ ยังมั่นใจว่าอัตราการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิฯ จะยังเติบโตได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มการขยายตัวไปในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และการพัฒนาระบบการให้บริการของกรมฯ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ”นายอดุลย์ กล่าว

