หน้าแรก เศรษฐกิจ พลิกเส้นทางžม...

พลิกเส้นทางžม.44ž เซฟ ทีวีดิจิทัล-ค่ายมือถือž

19.04.19 | 16:24 น.

5G หรือเจเนอเรชั่นที่ 5 ของการสื่อสารระบบไร้สายที่มองเผินๆ อาจคิดว่า คงไม่ผิดแปลกไปจากระบบ 3G และ 4G ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

ในแวดวงโทรคมนาคม คาดการณ์ถึง 5G ว่า จะสร้างผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ

ให้กับประเทศอย่างมหาศาล พลิกโฉมจากระบบ 3G และ 4G แบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยการประยุกต์ใช้อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ที่ช่วยให้อุปกรณ์ต่างๆ ทำงานเชื่อมต่อและพูดคุยกันเอง

ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คาดการณ์ว่า ในปี 2578 5GŽ จะสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเศรษฐกิจถึง 2.3 ล้านล้านบาท

หรือบอกเป็นนัยว่า หากไทยยังเคลื่อนตัวไปสู่ 5G แบบเอื่อยเฉื่อย ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ครั้ง 3G ที่ล้าหลังเป็น 10 ปี และ 4G ที่ล้าหลังอยู่ 7-8 ปี ไทยต้องสูญเสียมูลค่าเพิ่มที่ว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Advertisement

ปัจจุบันแม้มาตรฐาน 5G โดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เบื้องต้นได้กำหนดคลื่นความถี่สำหรับรับรอง 5G ต้องอาศัย 3 ย่านความถี่ ได้แก่ ย่านคลื่นความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง โดยเฉพาะคลื่นความถี่ต่ำ 700 เมกะเฮิรตซ์มีความเหมาะสมที่จะนำใช้ในการให้บริการ 5G

ในไทย คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ มีการจัดสรรในกิจการทีวีดิจิทัล กสทช. โดยคณะอนุกรรมการได้เรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ โดยจะสลับคลื่นความถี่ในกิจการทีวีดิจิทัล มาเป็นคลื่นความถี่ย่าน 470 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของบริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน)

และนำคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ออกประมูลในกิจการโทรคมนาคม โดยรายได้ที่เกิดขึ้น จะนำมาทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

เมื่อแว่วว่าจะมีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ โอเปอเรเตอร์ อย่างทรู โดยนายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่อนหนังสือชี้แจงว่า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องของการขยายระยะเวลาการชำระค่างวดเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์

กลุ่มทรู จึงจะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จนกว่าจะมีความชัดเจน อีกทั้งปริมาณย่านคลื่นความถี่ต่ำของทรู ทั้ง 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ยังเพียงพอที่จะนำมาจัดสรรในการให้บริการ 5G

โดยจะลงทุนเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้งาน และเป็นไปตามความพร้อมของตลาดอุปกรณ์ 5G

ขณะที่โอเปอเรเตอร์ 2 รายที่เหลือ มีท่าทีที่ไม่แตกต่างกัน จึงผนึกกำลังร่ายหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอความเห็นใจ โดยเอไอเอสและทรูขอขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ งวดสุดท้ายออกไป 7 งวด (7 ปี) ขณะที่ดีแทคขอขยายระยะเวลาการชำระออกไป 15 งวด (15 ปี)

เรื่องราวยืดเยื้อยาวนาน มาตั้งแต่ปลายปี 2561 ความหวังของโอเปอเรเตอร์เหมือนจะริบหรี่ลง เพราะบรรดานักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมต่างพากันแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย ส่งเสียงร้องคัดค้านการช่วยเหลือของ คสช.โดยให้เหตุผลว่า เป็นการช่วยคนรวย ทำรัฐเสียประโยชน์ โดยอ้างตัวเลขผลประกอบการปี 2561

ขณะที่เหตุผลของการช่วยเหลือก็คือ เป็นการผ่อนชำระที่รัฐไม่เสียประโยชน์ ยังได้เงินเท่าเดิม และทำให้โอเปอเรเตอร์ที่ลงทุนไปกับการประมูลก่อนหน้านี้ จนเป็นภาระหนักและยังไม่คุ้มทุน สามารถเข้าประมูล 5G อันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาประเทศและอุตสาหกรรม 4.0

ส่วนฟากทีวีดิจิทัลที่หากจะให้การช่วยเหลือก็เห็นด้วย เนื่องจากรับรู้ได้ถึงสภาพธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น ขณะที่ กสทช.ยืนยันจะช่วยเหลือทั้ง 2 อุตสาหกรรม

สำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (วส.) สำนักงาน กสทช. เปิดเผยมูลค่าการโฆษณาผ่านช่องรายการทีวีดิจิทัล เดือนมีนาคม 2562 พบว่า มียอดรวมประมาณ 6,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ประมาณ 1,385 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 23% แต่ลดลง 240 ล้านบาท เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2561 มีมูลค่าที่ 6,310 ล้านบาท

โฆษณาของช่องสาธารณะมีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ ช่องความคมชัดสูง (เอชดี) 3,792 ล้านบาท ตามด้วยช่องความคมชัดปกติ (เอสดี) 1,670 ล้านบาท ช่องสาธารณะมีมูลค่า 346 ล้านบาท ช่องข่าวสารและสาระ 210 ล้านบาท และช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว 52 ล้านบาท

ขณะที่ช่องรายการที่มีเรตติ้งสูงสุด 10 อันดับแรกในเดือนมีนาคม 2562 ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มช่องรายการเหมือนเดือนก่อนหน้า ได้แก่ ช่อง 7 (7 เอชดี), ช่อง 3 (3 เอชดี), ช่องโมโน 29, ช่องเวิร์คพอยท์, ช่องวัน, ช่องไทยรัฐทีวี, ช่อง 3 เอสดี, ช่อง 8, ช่องอมรินทร์ทีวี และช่องเนชั่นทีวี โดยช่องรายการที่มีเรตติ้งสูงขึ้นคือช่องรายการที่มีละครหลังข่าวช่วยเพิ่มเรตติ้ง ได้แก่ ช่อง 7, ช่อง 3 และช่องวัน และช่องรายการที่มีรายการข่าวช่วยเพิ่มเรตติ้ง ได้แก่ ช่องไทยรัฐทีวี ช่อง 3 เอสดี, ช่องอมรินทร์ทีวี และช่องเนชั่นทีวี ได้รับปัจจัยจากการเลือกตั้ง

และเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44

ต่อมา นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้เชิญผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล (มักซ์) และผู้ประกอบการโทรคมนาคมเข้าหารือเพื่อชี้แจงในรายละเอียดการช่วยเหลือ

โดยจะเปิดให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่มีความประสงค์คืนใบอนุญาตและผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่มีความประสงค์ขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ต้องแจ้งเป็นหนังสือถึง กสทช.ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2562

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต จะต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายเดือนพฤษภาคม

หากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไม่ขอรับเงื่อนไข สามารถแจ้งถอนความประสงค์ได้ ขณะที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะต้องกลับสู่เงื่อนไขการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ตามเดิม

ทั้งนี้ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จะใช้รูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับผู้ประกอบการแทนรูปแบบการประมูล คาดว่าจะสรุปหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ได้ ภายในปลายเดือนพฤษภาคม

เบื้องต้นประเมินว่าจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 25,000-27,000 ล้านบาท ต่อหนึ่งใบอนุญาต จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ (รวม 3 ค่าย เป็นเงิน 75,000 ล้านบาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และจัดการสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ได้ในเดือนมิถุนายน 2562 เป็นการจัดสรรคลื่นความถี่ล่วงหน้าและสามารถใช้งานได้วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จากนั้นจึงนำเงินที่ได้ไปเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

นายฐากรระบุว่า ภายในวันที่ 19 เมษายน 2562 สำนักงาน กสทช.จะแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาในหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ให้แล้วเสร็จ

ด้านโทรคมนาคม จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ อีกทั้ง คณะทำงานเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ และคณะทำงานเกี่ยวกับการคืนหลักประกันเดิมและจัดทำหลักประกันใหม่ โดยก่อนหน้านี้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ด้านทีวีดิจิทัล จะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเสนอความเห็นเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการและเงื่อนไขการชดเชย ทั้งในกรณีคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล และกรณีได้รับผลกระทบจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์

พร้อมกันนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการคืนหลักประกัน และตรวจสอบการชำระเงิน รวมถึงแต่งตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนเงิน เพื่อสำรวจความนิยมช่องรายการโทรทัศน์ (เรตติ้ง)และการใช้จ่ายเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

หลังจากนี้ กิจการโทรคมนาคม และกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล จะเดินหน้าไปสู่จุดไหน ต้องรอดูกันต่อไป