เฉลียงไอเดีย : พิชชาภัสร์ ฐิติปุญญา ใส่ไอเดียเจนฯลูกผสานธุรกิจเจนฯพ่อ แตกหน่อ‘asap GO’ต่อยอดรถเช่ารับ 5G

หากเอ่ยถึง “รถเช่า” คนส่วนใหญ่จะนึกถึง รถตู้ให้เช่าแบบเหมาไปเที่ยวต่างจังหวัดเป็นหมู่คณะ หรือไม่ก็รถเช่าขององค์กร-บริษัท เพื่อการใช้งานของบริษัทแบบเช่าระยะยาว แต่ปัจจุบันมีบริการรถเช่ารายชั่วโมงแล้ว

หลายคนอาจเคยรู้จัก “asap GO” รถให้เช่ารายชั่วโมงผ่านแอพพลิเคชั่น แต่อาจไม่รู้เลยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเปิดให้บริการนี้คือ สาวน้อยหน้าใส วัย 25 ปี นาม “มินนี่” หรือชื่อทางการ พิชชาภัสร์ ฐิติปุญญา ลูกสาวคุณทรงวิทย์ ฐิติปุญญา เจ้าของธุรกิจรถเช่า บริษัท ซินเนอร์ เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ asap

มินนี่บอกว่าเข้ามาดูแล asap GO ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาร่วมงานในบริษัทของพ่อ เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน หลังจบปริญญาโทด้านการเงิน (CASS Business School ประเทศอังกฤษ) “จบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ (University Bristol ประเทศอังกฤษ) ก็ต่อโททันที และกลับมาช่วยคุณพ่อในจังหวะที่บริษัทจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คุณพ่อคุณแม่ Freedom (ให้อิสระ) มาก เปิดกว้าง ตั้งแต่วันแรกที่เรียนจบไม่ได้มีไอเดียว่าต้องบังคับลูกให้กลับมาช่วยงาน อยากให้เปิดโอกาสหาประสบการณ์ก่อน แต่ ณ วันที่เรียนจบมา ธุรกิจกำลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ มองว่าเป็นครั้งเดียวในชีวิต จะได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ที่เราอาจไม่มีโอกาสจะได้เห็นอีก”

มินนี่ขยายความว่า asap เป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงที่กำลังเติบโตค่อนข้างสูง เป็นช่วงแพลนไลน์ธุรกิจ การที่เราเป็นอีกเจเนอเรชั่นหนึ่งเข้ามา ทำให้สามารถใส่ input ที่เป็นแนวคิดของอีกเจนฯได้ค่อนข้างเยอะ ทุกอย่างมีการก้าวกระโดด จึงมองว่าการเข้ามาทำงานช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี สามารถใส่อะไรได้เยอะ แต่หากเราเข้ามาในช่วงที่ธุรกิจรุ่นพ่อเติบโตจนนิ่งแล้ว ณ วันที่เข้ามาอาจไม่ได้เห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงมาก เราก็อาจมองว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จำเป็นต้องเข้ามา

แม้สามารถใส่ไอเดียใหม่ๆ ให้ธุรกิจของพ่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการอนุมัติเสมอไป เพราะการที่ต่างเจนฯอาจมีความคิดคนละแนวทางได้ ซึ่งมินนี่ยอมรับเรื่องนี้ “สิ่งหนึ่งที่มินนี่คิดตลอดคือคุณพ่อเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน อยู่ในธุรกิจมานาน อาบน้ำร้อนมาก่อน ภาพที่เห็นจะไกลและกว้างกว่า เราในฐานะที่มาในรุ่นอีกเจนฯหนึ่ง สามารถใส่ไอเดียได้ แต่ทุกอย่างต้องมาตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้มาในฐานะว่าเป็นลูกเจ้าของแล้วทุกอย่างที่พูดมันถูกเสมอ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ Approve (อนุมัติ) ก็คือคุณพ่อ ยิ่งธุรกิจอยู่ใน ตลท.แล้ว ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด”

มินนี่บอกว่า การทำงานที่บริษัทพ่อก็เหมือนกับการทำงานในบริษัทอื่น แค่มองว่าเราสวมบทอะไรอยู่ มีสถานะเป็นลูกน้องคนหนึ่งในบริษัท เมื่อหัวหน้าชี้แนะมาให้ทำ เราก็ต้องทำอยู่ดี ทำเพื่อให้ออกมา Success ที่สุด

ถามมินนี่ว่าใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองให้พ่อและพนักงานยอมรับนานหรือไม่ มินนี่เล่าว่าตั้งแต่วันแรกที่ขอทำงาน พ่อไม่เห็นด้วย อยากให้หาประสบการณ์จากที่อื่นก่อน แต่มินนี่บอกว่าสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าตั้งใจมาทำงานเต็มที่ “ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเป็นธุรกิจที่บ้าน มินนี่ไม่ได้เข้ามาเป็นระดับผู้บริหารเลย ต้องมาเป็นพนักงานปกติทั่วไป ก็ยอมรับว่าอาจมีเครดิตเป็นลูกเจ้าของบริษัท พนักงานอาจฟังเรา แต่ในความหมายของมินนี่คือพนักงานต้องฟังแบบเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องพิสูจน์ให้พนักงานเห็นในความสามารถว่าสิ่งที่เราต้องการและสิ่งที่เราทำมันประสบความสำเร็จได้ดี ซึ่งช่วง 2 ปีที่ทำงานได้โชว์ให้เห็นหลายอย่าง และตัวเองรู้สึกว่าได้พัฒนาในหลายด้าน”

จากจุดเริ่ม เรียนรู้งานทุกแผนกเพื่อต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจในภาพรวม จนกระทั่งสร้างโปรเจ็กต์ใหม่ คือ asap GO เป็น Business Unit ที่เกิดจากไอเดียมินนี่และรับผิดชอบเต็มตัว โดยฟอร์มทีมงานขึ้นมามีทีมสตาร์ตอัพร่วมงาน แต่ทุกอย่างยังต้องผ่านบอร์ดบริษัท โดยจะมีการประชุมติดตามงาน (Follow up Meeting) ทุก 2 สัปดาห์ “เราขายไอเดีย คุณพ่อเห็นโอกาสทำตลาด จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา จากที่เราต้องการจะ Driversify (เปลี่ยน) ธุรกิจหลักคือรถเช่าระยะยาว เพราะรู้ Pain Point (ปัญหา) ของลูกค้าที่เช่ารถ ใช้แค่ 80% อีก 20% ที่เหลือไม่คุ้มค่ากับการทำสัญญาเช่า 4 ปี จอดบ้างวิ่งบ้าง จึงมองว่าทำไมไม่ทำเป็นรถเสริมธุรกิจ อาจจะชาร์จเป็นรายชั่วโมง หรือชาร์จตามการใช้งานจริง”

asap ทำธุรกิจมาเข้าปีที่ 13 แต่มีการปรับตัวเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แตกไลน์ธุรกิจ ทั้งรถเช่าระยะสั้น อย่างรถเช่าสนามบินรายวัน รถเช่าพร้อมคนขับ และล่าสุดคือ asap GO ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาร่วมด้วย ได้สตาร์ตอัพมาช่วยพัฒนาแอพพลิเคชั่น มินนี่ในฐานะผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ asap จึงพัฒนาธุรกิจต่อยอดจากที่ทำ ได้พัฒนาแอพพ์ขึ้นเองเพื่อตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าองค์กรซึ่งเป็นลูกค้าของ asap เพิ่มเติมจากแอพพ์ของสตาร์ตอัพพันธมิตรที่ยังไม่ตอบโจทย์เพราะฐานของสตาร์ตอัพคือลูกค้าบุคคลทั่วไป ซึ่งถือว่ามาถูกทางสามารถขยายฐานได้เร็วมาก ประมาณ 5-6 เดือน Growth Avenues มีอัตราเติบโต 20-25% ทุกเดือน เพราะช่วยตอบโจทย์ให้ลูกค้าในการลดต้นทุน สร้างผลประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมินนี่ตั้งเป้าการเติบโตของฐานไว้ประมาณ 500% และยังไม่หยุดแค่นี้ กำลังพัฒนาแอพพ์ “Car Sharing” ทั้งที่เป็นรถเช่าสนามบิน ซึ่งต่อไปจะเช่าขับเอง หรือเช่ารถพร้อมคนขับ รวมไปถึงจะเปิดรถเช่ารายชั่วโมงในส่วนบุคคลด้วย เพื่อตอบโจทย์สำหรับทุกคน

“โปรเจ็กต์ Car Sharing เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะตลาดเมืองไทยตอนนั้นเป็นสิ่งที่ใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน การจับฐานลูกค้าทำมาร์เก็ตติ้งจึงยังไม่ตอบโจทย์ ยอดการใช้งานไม่เท่ากับที่ลงทุนไป Performance ช่วงแรกจึงยังไม่เป็นที่พอใจมาก ก็ยิ่งกดดันตัวเอง เพราะถ้าเราต้องการพิสูจน์ในโปรเจ็กต์นี้ หากไม่ประสบผลสำเร็จ ผลกระทบหนึ่งคือบริษัท และสองคือทั้งภายในบริษัท แต่ก็ไม่ท้อ พยายามศึกษา มองหาจุดของตลาด และขอคำปรึกษาผู้รู้ จนวันนี้ asap GO จับจุดตลาดและตอบโจทย์ได้ ซึ่งตอนนี้มองว่าจะไปต่อยังไงให้โตขึ้นๆ”

ถามถึงเรื่อง 5G กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทย กระทบต่อธุรกิจรถเช่าหรือไม่ มินนี่ตอบอย่างมั่นใจว่า ไม่กลัว เพราะในความเป็นจริงยังถือว่าค่อนข้างไกลตัวสำหรับบ้านเรา เคยมีคนถามเยอะมากว่ากลัวหรือไม่รถอีวี (รถยนต์ไฟฟ้า) จะมาแย่งแชร์หมด บอกได้เลยว่า ถ้ารถอีวีมา เราก็ต้องปรับตัวสนองตลาด เราพร้อมให้บริการรถอีวี “แต่สิ่งสำคัญที่อยากเห็นในเมืองไทย คือการยอมรับคำว่า Car Sharing ถึงตอนนั้นแนวคิดของการอยากซื้อรถใช้เองอาจไม่มีอยู่ก็ได้ เมื่อการเช่ารถขับสะดวกสบาย คืนที่ไหน รับรถที่ไหนก็ได้ ตลอดเวลา”

เป็นอีกก้าวที่ มินนี่ คิดและกำลังจะทำให้เป็นจริง

เกษมณี นันทรัตนพงศ์

บทความก่อนหน้านี้ยิ่งโสดยิ่งแซ่บ อั้ม พัชราภา อวดชุดว่ายน้ำวันพีชริมทะเลสาบอิตาลี
บทความถัดไป‘น้องทาม’หนูน้อยไร้แขนสองข้างใช้เท้าวาดภาพระบายสี เปิดขายผ่านเฟซบุ๊กหาทุนศึกษา แบ่งเบาภาระแม่