นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมว่า อยากให้กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เดินหน้าจัดทำแผนการดำเนินงานโครงการที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จ ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อะไรที่ทำได้ก็เดินหน้าทำไปเลยไม่ต้องรอ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในช่วงการเปลี่ยนผ่าน พบว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยเกิดการชะลอตัว และเข้าสู่สภาวะที่แปลกมาก ทุกอย่างหยุดนิ่งด้วยกันหมด ทำให้ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้
“เรื่องหลักที่ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดคือ ปัญหาฝุ่นและควัน จะทำอย่างไรให้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งต้องหาวิธีทำให้เกษตรกรเผาอ้อยให้น้อยลง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านฝุ่นควันโดยเฉพาะกับจังหวัดในภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่และเชียงราย เนื่องจากเป็นจังหวัดหลักในการท่องเที่ยว หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จะกระทบกับการท่องเที่ยว จนทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป และส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวเสียหายไปด้วย” นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดกล่าวว่า กระทรวงอุตฯได้เตรียมดำเนินการตามแผนลดการเผาอ้อยให้เป็น 0% ภายใน 3 ปี เนื่องจากขณะนี้มีกฎหมายห้ามผู้ประกอบการหรือโรงงานรับซื้ออ้อยที่มีไฟไหม้จากเกษตรกร แต่ยังติดตรงแรงงานและเครื่องจักรในการเก็บอ้อยไม่เพียงพอในปัจจุบัน จึงจะมีการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ผ่านสินเชื่อกู้ยืมให้กับเกษตรกร โดยเสนอให้ปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 1% จากเดิม 2% เพื่อผลักดันให้เกษตรกรหันมาใช้รถตัดอ้อยและเครื่องจักร แทนการเผาอ้อยแล้วเก็บเกี่ยวแบบเดิม ซึ่งปัจจุบันมีการซื้ออ้อยเผา 51% อ้อยสด 49% รวมถึงเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาแบบไม่ผลักภาระให้กับเกษตรกร
นายสมคิดกล่าวว่า ได้วางแพลตฟอร์ม รีสกิล แอนด์ อัพเกรดดิ้ง เลเบอร์ เพื่อปรับเพิ่มทักษะแรงงานไทย ให้ตรงตามความต้องการของภาคเอกชน รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐาน ยกระดับ และปรับทักษะแรงงานให้รองรับระบบเศรษฐกิจ 4.0 ซึ่งการเพิ่มทักษะให้กับแรงงานเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอนาคต จะส่งผลดีกับแรงงานที่มีทักษะมากกว่าปกติ ทำให้ได้ค่าแรงที่มากกว่าเดิมและมากกว่าคนอื่น โดยสถานศึกษาต้องสร้างรูปแบบการเรียนใหม่ เพราะหากยังใช้การเรียนแบบเดิมจะทำให้คนที่จบออกมาตกงานกันหมด ทำให้ต้องออกแบบและพัฒนาความสามารถของคนที่จะออกมาทำงานให้มากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงอุตฯและต้องร่วมมือกับกระทรวงแรงงานเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานไทยต่อไป
นายสมคิดกล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาอินโนสเปซของประเทศไทย ที่ได้ต้นแบบมาจากไซเบอร์พอร์ทของฮ่องกง ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่จะสนับสนุนสตาร์ตอัพของประเทศทุกสาขา เชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับความร่วมมือจากฮ่องกงแน่นอน ทำให้ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง แต่ต้องสร้างความเข้าใจให้กับทุกฝ่ายก่อนว่าจะทำอะไร หากคอนเซ็ปต์ชัดจะทำอะไรต่อไปก็ง่าย อยากให้จัดตั้งคณะผู้บริหารให้ได้ภายในเดือนหน้า และจัดทำแผนการทั้งหมดให้เสร็จก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
“สำหรับการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมผ่าน ICT แบบครบวงจร ต้องช่วยกันผลักดันให้เกษตรกรหันมาใช้ระบบทำการเกษตรแบบ 4.0 ให้มากขึ้น ผลักดันให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในการผลิต เพื่อเปลี่ยนไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 จากที่เคยให้แนวทางการทำงานด้านอุตสาหกรรมเกษตรไว้ แต่ยังไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพ เพราะจะว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ก็ไม่ใช่ จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมเลยก็ไม่ใช่ ทำให้ยังไม่มีใครมีหน้าที่ดูแลอย่างแท้จริง จึงอยากฝากให้กระทรวงอุตฯช่วยรับเรื่องนี้ไว้ในการดูแลด้วย” นายสมคิดกล่าว

