นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) วันที่ 22-23 เม.ย.นี้ ที่จ.ภูเก็ต รัฐมนตรีเศรษฐกิจได้รับทราบความคืบหน้าการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ และ 6 คู่เจรจาคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งบางเรื่องที่ยังติดขัด และอาเซียนยังไม่มีท่าทีร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน รัฐมนตรีจะพยายามผลักดันให้อาเซียนหาท่าทีร่วมกันให้ได้ ก่อนที่จะนำไปเจรจากับคู่เจรจา 6 ประเทศ
นางสาวชุติมา กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่อาเซียนยังไม่มีท่าทีร่วมกัน อย่างการคุ้มครองการลงทุน ที่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้วิธีการใดระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนของสมาชิก RCEP กับรัฐบาลของประเทศผู้รับการลงทุน หากรัฐบาลออกนโยบาย หรือมาตรการที่มีผลกระทบต่อการลงทุน เช่น จะเปิดให้นักลงทุนฟ้องร้องรัฐบาลผู้เปิดรับการลงทุนได้หรือไม่ หรือจะมีกระบวนการหารือ กระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก หรือกระบวนอนุญาโตตุลาการ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะกำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในสมาชิก RCEP ในอัตราเท่าไร เพื่อให้สินค้าที่ผลิตได้สามารถได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีนำเข้า หรือไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ซึ่งบางประเทศต้องการให้กำหนดสัดส่วนสูง เช่น 60% แต่บางประเทศต้องการให้ต่ำกว่านี้ รวมถึงเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีบางประเด็นยังตกลงกันได้
นางสาวชุติมา กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการเจรจาในภาพรวม ล่าสุด การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน คืบหน้าไปมากแล้ว โดยเป้าหมายที่จะให้สมาชิกลดภาษีสินค้า 90-92% ของรายการสินค้า และมูลค่าสินค้าที่ค้าขายระหว่างกันนั้น สำหรับอาเซียน ลดได้ตามเป้าหมายแล้ว ส่วนคู่เจรจาทั้ง 6 ที่มีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอาเซียนก็เปิดให้อาเซียนตามเป้าหมาย แต่คู่เจรจาทั้ง 6 ที่ไม่เคยทำเอฟทีเอร่วมกันมาก่อน เช่น จีน-อินเดีย, จีน-ญี่ปุ่น, จีน-เกาหลี ฯลฯ ยังเปิดไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนใหญ่จะเปิดประมาณ 80% ซึ่งคต้องหารือแบบทวิภาคีกันต่อไป อย่างไรก็ตาม คู่เจรจาต้องส่งข้อเสนอการเปิดตลาดภายในเดือนมิ.ย.นี้ และคณะกรรมการเจรจาจัดทำ RCEP ต้องสรุปให้เสร็จภายในเดือนก.ค.ก่อนนำเสนอให้รัฐมนตรี RCEP พิจารณาในเดือนส.ค.ในการประชุมที่ออสเตรเลีย
“เรื่องเปิดตลาดสินค้า บริการ และลงทุน ถ้าสมาชิกที่ยังไม่มีเอฟทีเอกันเจรจากันได้ ก็น่าจะทำให้การเจรจา RCEP ในภาพรวมคืบหน้าไปได้ 70-80% แล้ว จากขณะนี้คืบหน้าประมาณ 50% ส่วนที่เหลือนอกนั้นก็ไม่น่ามีเรื่องอะไรยากแล้ว”
นางสาวชุติมา กล่าวว่า ทั้ง 16 ประเทศต้องพยายามเร่งการเจรจาให้เสร็จภายในปีนี้ เพราะปัจจุบัน การค้าโลกมีความไม่แน่นอนสูง และยังไม่รู้ว่าประเทศใด จะนำมาตรการกีดกันการค้าใดๆ มาใช้อีก ซึ่งจะกระทบต่อการค้าของทั่วโลก ดังนั้น หาก RCEP สรุปการเจรจา และประกาศความสำเร็จในเดือนพ.ย.62 ระหว่าวการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ น่าจะทำให้ในปี 63 สมาชิกจะลงนามความตกลง และน่าจะมีผลบังคับใช้ได้ ก็จะทำให้การค้า การลงทุนระหว่างกันขยายตัวมากขึ้น และเข้มแข็งมากขึ้น เพราะ RCEP จะเป็นตลาดการค้าและการลงทุนที่ใหญ่สุดในโลก ครอบคลุม 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก มีประชากรรวมกันกว่า 3,500 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
ล่าสุด RCEP เจรจาเสร็จไปแล้ว 7 เรื่อง ได้แก่ บทเกี่ยวกับมาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์, กฎระเบียบทางเทคนิค,สถาบัน, พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่วนอีก 13 เรื่องที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, การระงับข้อพิพาท, การแข่งขัน, ทรัพย์สินทางปัญญา, การเงิน, โทรคมนาคม, การเยียวยาทางการค้า และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงการเปิดตลาดการค้าสินค้า บริกร และการลงทุน

