นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จ่ายเงินชดเชยการบอกเลิกสัญญาประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี แก่บริษัท โฮปเวลล์ ภายใน 180 วัน เบื้องต้นวันที่ 26 เมษายนนี้ จะมีการประชุมของคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จึงต้องรอดูการพิจารณาของคณะกรรมการฯและรายงานให้ทราบก่อน อย่างไรก็ตาม ต้องยึดถือและปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ส่วนจะมีการขออนุมัติเบิกงบประมาณมาช่วยรฟท.ด้วยหรือไม่นั้น เบื้องต้นต้องรอดูการพิจารณาและรายละเอียดทั้งหมดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า
“ขอชี้แจงกรณีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปรับขึ้นค่าโดยสารรถประจำทาง ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป แต่เบื้องต้นคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้มีมติในการปรับขึ้นค่าโดยสารไปในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2561 ซึ่งการปรับอัตราค่าโดยสารในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการปรับขึ้นครั้งล่าสุดในปี 2558 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(ซีเอ็นจี) อยู่ที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันปรับขึ้นมาเป็น 16 บาทต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นเป็น 19 บาทต่อกิโลกรัม ในอนาคต ถึงแม้บริษัท ปตท. จำกัด จะมีมาตรการช่วยรับภาระส่วนต่าง 3 บาท ให้กับทั้งรถร่วมและรถขสมก. แต่ในเดือนพฤษภาคม นี้มาตรการจะสิ้นสุด ทำให้ราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การปรับค่าโดยสารไม่ได้ปรับขึ้นตามราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ”
นายอาคม กล่าวว่า รวมถึงได้มีการว่าจ้างให้ศึกษาต้นทุนของการประกอบกิจการรถโดยสารสาธารณะทั้งรถร่วม และขสมก. ต่อมาได้นำเสนอคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ทำให้มีมติปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ระยะที่ 1 ซึ่งความจริงแล้วจะมีการปรับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากระยะเวลาที่กระชั้นชิด ทำให้มีการยืดเวลาเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ก่อนจะปรับขึ้นค่าโดยสารเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา โดยการปรับขึ้นครั้งนี้ รถโดยสารธรรมดาปรับขึ้นมาที่ 8 บาท จากเดิม 6.50 บาท รถโดยสารปรับอากาศครีม-น้ำเงิน ปรับขึ้นที่ 12-20 บาท จากเดิม 10-18 บาท รถโดยสารปรับอากาศยูโรทู ปรับขึ้นที่ 13-25 บาท จากเดิม 11-23 บาท รถโดยสารปรับอากาศเอ็นจีวีใหม่ ปรับขึ้นที่ 15-25 บาท จากเดิม 11-23 บาท รวมถึงรถโดยสารที่ขึ้นทางด่วนจะมีการเก็บเพิ่มที่ 2 บาทตลอดระยะทางด้วย ทั้งนี้วันที่ 22 เมษายน 2562 จะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารใหม่ระยะที่ 2 เพิ่มอีก 1 บาทจนเต็มเพดาน
“รถโดยสารขนาดเล็ก อาทิ รถตู้ รถสองแถว จะมีการปรับขึ้นราคาด้วย เพราะที่ผ่านมามีการปรับลดที่นั่งโดยสารของรถตู้ จาก 15 ที่นั่ง เหลือ 13 ที่นั่ง และกฎหมายการห้ามไม่ให้รถตู้ที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี มาให้บริการประชาชน ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนซื้อรถใหม่เข้ามาให้บริการแทน ซึ่งเบื้องต้นให้รถตู้ปรับขึ้นกิโลเมตรละไม่เกิน 1.20 บาท โดยมองว่าหากมีการปรับค่าโดยสารตามจริง ให้สอดคล้องกับราคาต้นทุน ก็จะไม่ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนเหมือนที่ผ่านมา”

