กลุ่มผู้ประกอบการนมโรงเรียนมั่นใจแนวทางปฏิรูปโครงการบริหารจัดการนมโรงเรียนใหม่ของรัฐมนตรีเกษตร ทำให้โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ระบุ พร้อมปฏิบัติเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและทำให้เกษตรกรจำหน่ายน้ำนมโคได้มากขึ้น
นายสุรชาติ คหินทพงษ์ ประธานกลุ่มความร่วมมือภาคสหกรณ์ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ACPU) ซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนประจำปีการศึกษา 2562 รวม 19 รายกล่าวว่า มั่นใจในแนวทางปฏิรูปการบริหารจัดการซึ่ง นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนขึ้นมารับผิดชอบ โดยแยกออกจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) อีกทั้งคณะกรรมการอาหารนมฯ รวมทั้งคณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 4 ชุดไม่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งผู้แทนกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการอยู่ในคณะกรรมการ เนื่องจากที่ผ่านมาตัวแทนแต่ละกลุ่มพยายามกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เอื้อต่อกลุ่มของตนเอง ทำให้เกิดความขัดแย้ง ฟ้องร้องกันว่า การจัดสรรสิทธิจำหน่ายไม่โปร่งใส
สำหรับแนวทางปฎิรูปโครงการนมโรงเรียนที่ ครม. เห็นชอบแล้วกำหนดให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนระดับกลุ่มพื้นที่ 5 กลุ่มซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานจะทำให้การควบคุมคุณภาพนมโรงเรียนได้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากใช้น้ำนมดิบของพื้นที่นั้นๆ ตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ก่อนเข้าโรงงาน รวมทั้งเมื่อเข้าโรงงานแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชทีแล้ว สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน อีกทั้งการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายยังพิจารณาในกลุ่มพื้นที่ก่อนเพื่อให้กระบวนการขนส่งใช้เวลาน้อยที่สุด ลดความเสียหายจากขนส่งได้มาก นมที่ใหม่สดถึงมือนักเรียนอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีคณะอนุกรรมการรณรงค์บริโภคนมเพื่อเพิ่มอัตราการดื่มนมจาก 18 ลิตรต่อคนต่อปี เป็น 25 ลิตรต่อคนต่อปี ภายในปี 2564 รวมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีแผนการตลาดรองรับน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้นและรับผิดชอบปริมาณน้ำนมดิบตลอด 365 วันซึ่งจะส่งผลดีให้เกษตรกรจำหน่ายน้ำนมได้มากขึ้นดังเช่น แผนการบริหารจัดการน้ำนมโคในช่วงปิดภาคเรียนของกลุ่ม ACPU โดยผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ นมยู เอช ทีไว้จำนวน 110 ล้านกล่อง
ทั้งนี้สมาชิกกลุ่ม ACPU มีเกษตรผู้เลี้ยงโคนม 6,500 ครัวเรือน มีโคนมทั้งหมด 120,000 ตัว มีปริมาณน้ำนมโคของสมาชิกกลุ่ม ACPU จำนวน 972 ตัน/วัน และรับซื้อจากศูนย์อื่นอีก จำนวน 160 ตัน/วัน รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,132 ตัน/วัน คิดเป็นร้อยละ 35 ของปริมาณน้ำนมโคทั้งประเทศ มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ยู เอส ที กำลังการผลิต จำนวน 930 ตัน/วัน และพาสเจอไรซ์ มีกำลังการผลิต จำนวน 1,085 ตัน/วัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้คณะกรรมการอาหารนมฯ จะรวบรวมฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ (Big Data) มั่นใจว่า จะทำให้ปัญหาการแจ้งปริมาณรับซื้อน้ำนมดิบที่สูงกว่าปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้เพื่อขอรับการจัดสรรสิทธิให้มากขึ้นนั้นหมดไป
“ผู้ประกอบการกลุ่ม ACPU พร้อมปฏิบัติตามแนวทางบริหารจัดการนมโรงเรียนใหม่ โดยเห็นว่า เป็นผลงานสำคัญของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปฎิรูปกระบวนการทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาโครงการนมโรงเรียนถูกมองว่า มีการแย่งชิงผลประโยชน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นกรรมการและอนุกรรมการ ร้องเรียนกันว่า ปริมาณน้ำนมดิบที่แจ้งมากกว่าผลิตได้จริงเนื่องจากแย่งโควต้าจำหน่ายกัน เป็นเหมือนละครน้ำเน่าที่เกิดขึ้นทุกภาคเรียน แต่ระบบใหม่นี้โปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ได้ดื่มนมคุณภาพดี ทันทีในวันเปิดภาคเรียน 16 พฤษภาคม 62 นี้แน่นอน” นายสุรชาติกล่าว
นายสัตวแพทย์ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ เลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนกล่าวว่า การรับสมัครผู้ประกอบการจำหน่ายนมโรงเรียนเสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร แล้วจะเร่งคณะอนุกรรมการกลุ่มพื้นที่ 5 กลุ่มจะเร่งจัดประชุมพิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการและจัดสรรสิทธิการจำหน่าย คาดว่า วันที่ 30 เมษายนจะได้ผลการคัดเลือก รวมทั้งผลการพิจารณาจัดสรรพื้นที่จำหน่าย วันที่ 1 พฤษภาคม องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาระหว่างผู้ประกอบกับหน่วยงานที่จัดซื้อจัดจ้างนมโรงเรียนจะประกาศผลบนเว็บไซต์ ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถทำสัญญากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบการจัดซื้อนมโรงเรียนของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลการจัดซื้อของโรงเรียนเอกชนตั้งแต่วันที่ 6 – 16 พฤษภาคมนี้


