ไตรมาสที่ผ่านมาเป็นเสมือนอาหารจานเด็ดสำหรับนักลงทุน นั่นก็เพราะการปรับตัวขึ้น 11.6% ของ MSCI World Index และ 3.8% บน Global Aggregate Credit Index ภายในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน ทำให้นักลงทุนที่กล้ารับความเสี่ยง “อิ่มอร่อย” ไปกับผลตอบแทนไตรมาสหนึ่งที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปีไปเป็นที่เรียบร้อย
การลงทุนทั่วโลกยังคงดีต่อเนื่องมาจนถึงเดือนนี้ แต่รู้สึกไหมครับว่า แม้ผลตอบแทนจะดีต่อเนื่อง นักลงทุนส่วนหนึ่ง (รวมถึงผมเอง) กลับ “ไม่ค่อยกระหายที่จะลงทุน” กับตลาดช่วงนี้เท่าไร
อะไรกันแน่ที่เป็นตัวกระตุ้นให้นักลงทุนมี “Risk Appetite” หรือเรียกแบบบ้านๆ ว่าอาการอยากลงทุนหรือ “หิวความเสี่ยง”
การลงทุนก็เหมือนอาหาร แม้จะมีคุณค่าแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่หิว ไม่อยากกิน สุดท้ายเราก็จะมองข้ามไป ความเข้าใจในกลไกนี้ จึงไม่ใช่แค่ทำให้เราเข้าใจตนเองมากขึ้น แต่อาจช่วยลดอคติที่มีกับตลาด และเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์การลงทุนให้ดีขึ้นด้วย
แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่สงสัย ทีมงานนักวิเคราะห์จากค่าย Goldman Sachs (GS) นำโดย คริสเตียน มุลเลอร์ กรีซมันน์ (Christian Mueller-Glissmann) ก็พยายามหาคำอธิบายเคมีของอาการ “หิวความเสี่ยง” ในหมู่นักลงทุนทั่วโลกอยู่เช่นกัน
รายงานล่าสุดโดย GS ที่ชื่อว่า Disentangling Risk Appetite ใช้ตัวแปรเศรษฐกิจทั่วโลก 27 ชนิด แบ่งองค์ประกอบสำคัญของ Risk Appetite ออกมาได้ 4 อย่าง คือการเติบโตของเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน ค่าเงินดอลลาร์ และความเสี่ยงในภูมิภาคยุโรป เปรียบเสมือน รูป รส กลิ่น และสัมผัส ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำให้เกิดความอยากจะซื้อสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ
ผลการวิเคราะห์ GS ให้ข้อสรุปของอาการไม่กระหายการลงทุนในรอบนี้ไว้อย่างน่าสนใจ 2 เรื่อง
อย่างแรกคือความเสี่ยงจะ “ไร้รสชาติ” เมื่อไม่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นองค์ประกอบหลัก
ความแตกต่างของเศรษฐกิจรอบนี้ คือขาดตัวเลขในเชิงบวกมากกว่าลบ นักลงทุนจึงไม่ตื่นเต้นเหมือนทุกครั้ง ตัวแปรที่ตีความง่ายที่สุดคือบอนด์ยีลด์สหรัฐระยะยาวที่แทบจะไม่ปรับตัวขึ้น แม้หุ้นและราคาน้ำมันจะวิ่งไม่หยุด ชี้ว่าอาการ “น้ำต้มผักยังหวาน” หรือหุ้นปรับตัวขึ้นขณะที่เศรษฐกิจไม่ดีนั้น เป็นเรื่องที่ตลาดไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นติดต่อไปได้นาน
ประเด็นที่สองคือ ตลาดยังติดกับรสชาติที่ไม่เข้ากันของบอนด์ยีลด์กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี 2005-06 และ 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางมีความพยายามที่จะปรับนโยบายการเงินกลับสู่สมดุล (Normalization)
ดอกเบี้ยจะถูก “ปรับขึ้น” ต่อเนื่อง แต่เมื่อเศรษฐกิจสะดุด ดอกเบี้ยจะไม่ถูก “ปรับลด” ในภาวะเช่นนี้ นักลงทุนจะไม่สามารถกระจายความเสี่ยงระหว่างหุ้นกับบอนด์ได้ดี เปรียบเสมือนอาหารที่ “ขมเกินไป” จนไม่ว่าจะเติมเครื่องปรุงเท่าไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนรส
จนกว่าที่ทั้งสองเรื่องนี้จะเปลี่ยนแปลงอาการ “หิวความเสี่ยง” ก็ยากที่จะกลับมา ยิ่งหันมาดูนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (EM) อย่างเรา อาการ “หิวความเสี่ยง” นี้ดูจะเกิดยากกว่านั้น และความเสี่ยงฝั่ง EM จะมีรสเฉพาะตัวที่เพิ่มขึ้น นั่นคือ “ค่าเงิน” ที่ผันผวน
ผมทำการวิเคราะห์ต่อจาก GS บนส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของตลาด EM และ DM พบว่า เศรษฐกิจ และนโยบายการเงิน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในภูมิภาคนี้
เมื่อวัดจากความสามารถในการอธิบายความผันผวน (R-Square) การเพิ่ม “ค่าเงินเอเชีย” ลงในโมเดลจะส่งผลให้ R-Square เพิ่มขึ้นจากระดับ 0.3 ไปเป็น 0.7 เลยทีเดียว เมื่อเจาะลึกในข้อมูลผลตอบแทน จะพบว่าความแตกต่างบนการขยายตัวของเศรษฐกิจ EM (วัดด้วยเศรษฐกิจจีน) เทียบกับ DM (วัดด้วยสหรัฐ) เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถยืนยันได้ว่าตลาดจะปรับตัวบวกได้จริงหรือไม่
แต่ในมุมกลับ ช่วงที่เงิน EM “แข็งค่า” เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ตลาด EM จะให้ผลตอบแทน “เฉลี่ยเป็นบวก” ไม่ว่าเศรษฐกิจในซีกโลกไหนจะดีกว่ากัน
โดยสรุป เปรียบเทียบการลงทุนเหมือนอาหาร ฝั่ง DM จะเหมือนอาหารที่ต้องดีด้วยรสชาติของ “วัตถุดิบ” ต่างจากตลาด EM แค่เศรษฐกิจดี ดูจะไม่ใช่ทั้งหมดที่จะทำให้นักลงทุนกลับมาสนใจ
องค์ประกอบที่เป็น “น้ำจิ้ม” อย่างค่าเงินต้องตั้งพร้อมอยู่บนโต๊ะ ต่อม “หิว” หรือ Risk Appetite ของนักลงทุนฝั่งนี้ถึงจะฟื้นขึ้นมาได้อย่างชัดเจน
ถึงตรงนี้ นอกจากเราจะหิวมากขึ้น ผมเชื่อว่าความเข้าใจในอาการ “กระหายความเสี่ยงในตลาดการเงิน” ก็น่าจะเพิ่มมากขึ้นด้วย
แต่ในที่สุดแล้ว นักลงทุนจะหิวจนทนไม่ไหว ยอมรับความเสี่ยงแบบไม่ถูกใจ หรือในที่สุดน้ำจิ้มถ้วยโปรดจะถูกเสิร์ฟเข้ามาในตลาดการเงิน
อีกไม่นานคงรู้กันครับ

