นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยทั่วประเทศ จำนวน 1,200 ตัวอย่าง กรณีศึกษาจากผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท พบว่า แรงงานไทยส่วนใหญ่กว่า 95% มีหนี้สิน เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เฉลี่ยการเป็นหนี้อยู่ที่ 158,855 บาทต่อครัวเรือน ถือเป็นจำนวนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าปีก่อนเฉลี่ยที่ 137,988 บาทต่อครัวเรือน โดยแยกเป็นหนี้ในระบบ 58.2% ลดลงจากปีก่อนที่ 65.4% ขณะที่หนี้นอกระบบ 41.8% เพิ่มจากปีก่อนอยู่ที่ 34.6%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในผลสำรวจพบว่า แรงงานไทยผิดนัดชำระหนี้ถึงกว่า 80.3% เพราะรายได้ไม่พอจ่าย ขาดสภาพคล่อง และค่าครองชีพสูง อาทิ การขึ้นอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะ เป็นต้น ส่งผลให้วันแรงงานไทยปี 2562 จะมีเงินใช้จ่ายรวม 2,232 ล้านบาท ขยายตัวเพียง 1.8% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปีนับจากปี 2560
“จากการสำรวจแรงงานไทย พบว่า กว่า 45% มองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งทำให้ชัดเจนแล้วเศรษฐกิจไทยแย่และซึมตัวลง โดยเป็นผลต่อเนื่องมาจากช่วงหลังการเลือกตั้ง ที่ในหลายธุรกิจมีความซึมและชะงัก ส่งผลให้แรงงานไทยทำอาชีพเสริมได้น้อยลง เนื่องจากนายจ้างต้องบริหารเงินเพื่อให้ธุรกิจอยู่ต่อไปได้ ดังนั้น ทางศูนย์พยากรณ์จึงเห็นควรว่า ภาครัฐต้องเร่งออกมาตราการที่อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินงานมาช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถปรับเพิ่มค่าแรงได้อย่างที่คาดหวัง อยากให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ แทน อาทิ ค่าสาธารณูปโภค 30.1% และค่าเดินทาง 27.8% เป็นต้น ส่วนในเรื่องของมาตรการแจกเงิน 1,500 บาทเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว หรือใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน มองว่า หากมีการลงมติแล้วว่าจะใช้มาตรการดังกล่าวทางศูนย์ฯ เห็นด้วย แต่ถ้าสามารถปรับเปลี่ยนได้มองว่ายังมีอีกหลายมาตรการที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ อาทิ ช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับแรง เป็นต้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจไทย ต้องติดตามสถานการณ์ในประเทศต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด หากเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่ซึมลง คาดว่าการส่งออกอาจลดลง 2-3% แต่ปัจจุบันยังคงตัวเลข 4% โดยคาดว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรกโต 3.2-3.3% และครึ่งปีหลังโต 3.7-3.8% และทั้งปีโตประมาณ 3.5-3.6%
” หากเศรษฐกิจไทยโตเพียง 3.6% จะทำให้ต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจซึม และหากยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล และความต่อเนื่องของโครงการ พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะยิ่งส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนออกไป “ นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทางศูนย์ฯ มองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันควรหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 2/2562 กระเตื้องขึ้นได้ ส่วนในเรื่องของปัญหาด้านการส่งออก มองว่าไทยต้องทำให้ค่าเงินบาทอ่อน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกยังคงมีความจำเป็น ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเดินหน้าให้ได้ตามแผน เพื่อให้ในช่วงครึ่งปีหลังมีรัฐบาลในการบริหารประเทศมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในการลงทุน

