หน้าแรก เศรษฐกิจ แรงงานไทย95%แ...

แรงงานไทย95%แบกหนี้อ่วม ทุบสถิติมากสุด ต้องหันพึ่งกู้นอกระบบ

29.04.19 | 14:38 น.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยทั่วประเทศ จำนวน 1,200 ตัวอย่าง กรณีศึกษาจากผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท พบว่า แรงงานไทยส่วนใหญ่กว่า 95% มีหนี้สิน​ เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เฉลี่ยการเป็นหนี้อยู่ที่ 158,855 บาทต่อครัวเรือน ​ ถือเป็นจำนวนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าปีก่อนเฉลี่ยที่ 137,988 บาทต่อครัวเรือน โดยแยกเป็นหนี้ในระบบ 58.2% ลดลงจากปีก่อนที่ 65.4%  ขณะที่หนี้นอกระบบ 41.8% เพิ่มจากปีก่อนอยู่ที่ 34.6%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในผลสำรวจพบว่า แรงงานไทยผิดนัดชำระหนี้ถึงกว่า​ 80.3% เพราะรายได้ไม่พอจ่าย ขาดสภาพคล่อง และค่าครองชีพสูง​ อาทิ​ การขึ้นอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะ เป็นต้น​ ส่งผลให้วันแรงงานไทยปี 2562 ​จะมีเงินใช้จ่ายรวม 2,232 ล้านบาท ขยายตัวเพียง 1.8% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปีนับจากปี 2560

“จากการสำรวจแรงงานไทย​ พบว่า​ กว่า​ 45% มองว่าเศรษฐกิจไม่ดี​ ซึ่งทำให้ชัดเจนแล้วเศรษฐกิจไทยแย่และซึมตัวลง​ โดยเป็นผลต่อเนื่องมาจากช่วงหลังการเลือกตั้ง​ ที่ในหลายธุรกิจมีความซึมและชะงัก​ ส่งผลให้แรงงานไทยทำอาชีพเสริมได้น้อยลง​ เนื่องจากนายจ้างต้องบริหารเงินเพื่อให้ธุรกิจอยู่ต่อไปได้​ ดังนั้น​ ทางศูนย์พยากรณ์จึงเห็นควรว่า​ ภาครัฐต้องเร่งออกมาตราการที่อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินงานมาช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์​ กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถปรับเพิ่มค่าแรงได้อย่างที่คาดหวัง​ อยากให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น​ ๆ​ แทน​ อาทิ​ ค่าสาธารณูปโภค 30.1% และค่าเดินทาง​ 27.8% เป็นต้น​ ส่วนในเรื่องของมาตรการแจกเงิน​ 1,500 บาท​เพื่อใช้ในการท่องเที่ยว​ หรือใช้จ่ายในช่วงเปิดภาคเรียน มองว่า​ หากมีการลงมติแล้วว่าจะใช้มาตรการดังกล่าวทางศูนย์ฯ​ เห็นด้วย​ แต่ถ้าสามารถปรับเปลี่ยนได้มองว่า​ยังมีอีกหลายมาตรการที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้​ อาทิ​ ช่วยส่งเสริมอาชีพ​ให้กับแรง เป็นต้น

นายธนวรรธน์​ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจไทย​ ต้องติดตามสถานการณ์ในประเทศต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด​ หากเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่ซึมลง​ คาดว่าการส่งออกอาจลดลง​ 2-3% แต่ปัจจุบันยังคงตัวเลข 4% ​ โดยคาดว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรก​โต​ 3.2-3.3% และครึ่งปีหลังโต 3.7-3.8% และทั้งปีโตประมาณ 3.5-3.6%

Advertisement

” หากเศรษฐกิจไทยโตเพียง​ 3.6% จะทำให้ต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจซึม​ และหากยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล​ และความต่อเนื่องของโครงการ พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)​ จะยิ่งส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนออกไป​  “ นายธนวรรธน์​ กล่าว

นายธนวรรธน์​ กล่าวว่า ทางศูนย์ฯ​ มองว่า​รัฐบาลชุดปัจจุบันควรหามาตรการกระตุ้น​เศรษฐกิจ เพื่อทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส​ 2/2562​ กระเตื้องขึ้นได้​ ส่วนในเรื่องของปัญหาด้านการส่งออก​ มองว่าไทยต้องทำให้ค่าเงินบาทอ่อน​ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกยังคงมีความจำเป็น ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเดินหน้าให้ได้ตามแผน เพื่อให้ในช่วงครึ่งปีหลังมีรัฐบาลในการบริหารประเทศมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในการลงทุน