นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า ไตรมาส 1ปี 2562 มีรายได้กว่า 112,379 ล้านบาท หดตัว 4% เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2561 และหดตัว 5% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 สาเหตุมาจากราคาจำหน่ายสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามความต้องการของตลาดโลกที่อ่อนตัวลง ส่วนกำไรมี 11,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสที่ผ่านมา แต่หดตัวลง 6% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากผลการดำเนินงานธุรกิจเคมิคอลส์ลดลง เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าลดลง โดยคาดหวังว่าภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีหลังดีขึ้นกว่าครึ่งแรก
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ไตรมาส 1 ปี 2562 บริษัทมียอดขายสินค้าและบริการ รวม 45,464 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของยอดขายรวม ใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 1,439 ล้านบาท หรือประมาณ 1.3% ของยอดขายรวม ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน 26,784 ล้านบาท สัดส่วน 24% จากยอดขายรวม ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่นๆ อีก16,966 ล้านบาท สัดส่วน 15% จากยอดขายรวม
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า โดยธุรกิจเคมิคอลส์ มียอดขายรวม 46,240 ล้านบาท ลดลง 14% จากไตรมาสก่อน และลดลง 13% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มียอดขายรวม 48,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ตามการขยายตัวของตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศ มกำไรกว่า 7,099 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 33% จากไตรมาสก่อน ราคาปูนซีเมนต์ในประเทศและการลงทุนเพื่อประหยัดต้นทุน
ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง มียอดขายรวม 21,127 ล้านบาท ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน และลดลง 4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรที่ 3,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการบริหารจัดการด้านต้นทุนของธุรกิจมีการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การซ่อมบำรุง รวมถึงการดำเนินโครงการลดต้นทุนต่างๆ ของบริษัทด้วย
“ จากการตั้งเป้าเติบโตของยอดขายทั้งปี 5-10% แต่ไตรมาสแรกเสียรายได้ไป 5% แล้ว คาดว่าจะปรับลดคาดการณ์และเห็นชัดเจนหลังไตรมาส 2 ยอมรับว่าปีนี้มีความไม่แน่นอนทางธุรกิจสูงมาก และยังไม่เห็นทิศทางว่าความต้องการสินค้าในตลาดโลกจะกลับมามากขึ้นช่วงใด ทำให้ต้องเตรียมแผนรับมือ คือ ทำให้ตัวเบาที่สุด โดยลดสต็อกวัตถุดิบและสินค้าให้น้อยที่สุด เพื่อลดเงินทุนไปจมกับการตุนของ ส่วนแผนเตรียมลงทุน 6 หมื่นล้านบาทยังเป็นไปตามแผนเดิม เพราะเป็นงบประมาณที่วางแผนอยู่แล้ว ”นายรุ่งโรจน์ กล่าว
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า การมีรัฐบาลใหม่ คาดว่าคงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสัญญาที่ทำไว้ ประกอบกับปัจจุบันสัดส่วนโครงการเกี่ยวข้องกับภาครัฐคิดเป็น 40% ของตลาดอสังหาริมทรัพย์รวม และโต 6% อีก 60% เป็นเอกชน โตแบบทรงตัวที่ 2% หากเฉลี่ยรวมกันแล้วจะโตประมาณ 2%

