นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ เอสเอ็มอีไทย พยว่าส่วนใหญ่มีทัศนะให้ความสำคัญของการมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานต่างๆ พบว่า เอสเอ็มอีที่สำรวจ 55.69% ยังไม่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานในกิจการ และ 44.31% มี เครื่องหมายรับรองมาตรฐานแล้วซึ่งในจำนวนนี้ 66.17% เป็นมาตรฐานพื้นฐานตามกฎหมายกำหนด และ 64.32% เป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานระดับจังหวัด ส่วนเครื่องหมายรับรองระดับสากลจะมีส่วนช่วยในการส่งออกนั้นมีเพียง 0.54% เท่านั้น
นางเสาวณีย์ กล่าวว่า ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง 58.42% ระบุว่าเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน ไม่มีความจำเป็นต่อธุรกิจเลย เนื่องจากตัวเองเป็นธุรกิจขนาดเล็ก และไม่ต้องการเพิ่มต้นทุน และเมื่อถามว่า การมีเครื่องหมายรับรองมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากน้อยเพียงใด โดยเจาะจงเฉพาะกลุ่มที่มีเครื่องหมายมาตรฐานแล้ว กลุ่มตัวอย่างถึง 99.66% บอกว่ามีประโยชน์ เช่น สามารถขยายตลาดเพิ่มขึ้น ยอดขายเพิ่มขึ้น สินค้าและบริการ รวมถึงองค์กรมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตาลูกค้า มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าหรือบริการ เป็นต้น อีกทั้ง ช่วยให้ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ยอดขายเพิ่มขึ้น กำไรเพิ่มขึ้น ราคาสินค้า/บริการเพิ่มขึ้น สภาพคล่องของธุรกิจดีขึ้น และจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น เป็นต้น
นางเสาวณีย์ กล่าวว่า หากลูกค้าต้องการเครื่องหมายรับรองมาตรฐานที่ธุรกิจตนยังขาดอยู่ กลุ่มตัวอย่าง 23.20% บอกว่า จะดำเนินการทันทีเพื่อให้ได้มาตรฐานที่ยังขาด เพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจให้เป็นที่เชื่อถือและยอมรับ ส่วน 50.38% ยังไม่แน่ใจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น ค่าใช้จ่าย และความพร้อม ขณะเดียวกัน 26.42% จะไม่ดำเนินการใดเลย เพราะไม่พร้อมและไม่อยากเพิ่มต้นทุน
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากผลการสำรวจพบว่าเอสเอ็มอีมองภาพธุรกิจขณะนี้อยู่ในระดับเดิม มียอดขาย กำไรเท่าเดิม และคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วง 6 เดือนหลัง ต้องอยู่ภายใต้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายในไตรมาส 3 ซึ่งกลุ่มที่มีมาตรการฐานจะฟื้นตัวเร็วกว่า โดยกิจการที่ยังไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานใดๆ นั้นเนื่องจากมองว่าการขอมาตรฐานยุ่งยาก มี ค่าใช้จ่ายสูง กิจการขนาดเล็กไม่จำเป็น คิดว่าขอไปยังไงก็ไม่ได้ และไม่ทราบขั้นตอน เป็นต้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า กลุ่มที่ยังไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานถึง 75.24% ยังระบุว่า ไม่มีความต้องการ โดยสาเหตุ 80.98% บอกว่ากิจการขนาดเล็กไม่มีความจำเป็น ส่วน 24.76% บอกว่า ต้องการจะเครื่องหมายมาตรฐาน เช่น ISO อย. ฮาลาล และมาตรฐานโฮมสเตย์/โรงแรมไทย เป็นต้น โดยส่วนใหญ่นั้นกลุ่มตัวอย่างต้องการสนับสนุนด้านเงินทุน มีความต้องการสินเชื่อเฉลี่ย 1.9 แสนบาทเท่านั้น ถ้าได้ทำมาตรฐานทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น ยอดขายมากขึ้น
นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว). หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนสินเชื่อผ่านโครงการ สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) ยังมีวงเงินเหลือ 3 หมื่นล้านบาท โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีเงินทุน เพื่อปรับปรุงยกระดับธุรกิจเข้าสู่มาตรฐาน โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานถึงสูงสุด 7 ปี บุคคลธรรมดา 3 ปีแรกเพียง 0.42% ต่อเดือน ปีที่ 4-7 อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี และหากยกระดับเป็นนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ยจะถูกลงไปอีก 3 ปีแรกเพียง 0.25% ต่อเดือน ปีที่ 4-7 อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี
เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว


