นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับคาดการณ์การส่งออกลงเหลือ 2.1% จากปี 2561 ที่คาดการณ์ว่าจะได้ 3.1% และการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนจากนี้จะต้องส่งออกมีมูลค่า 21,560 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนเนื่องจากมีปัจจัยรบกวนค่อนข้างมาก และส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่มาจากภายนอก ส่วนปัจจัยภายในไม่ได้แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากนัก โดยประเมินคาดการณ์การส่งออกจากปริมาณคำสั่งซื้อ ปริมาณสินค้าและราคา เนื่องจากถึงแม้มีปริมาณสินค้ามาก แต่ราคาก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร แต่ยังคาดหวังว่าการส่งออกจะดีขึ้นจากปัจจัยบวกที่อาจจะมีเข้ามามากขึ้น อาทิ ความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น
นายสนั่น กล่าวว่า หากประเมินการส่งออกรายกลุ่มสินค้า ภาคเอกชนมองว่าการส่งออกข้าวสาร พยายามจะไม่ให้ติดลบในปีนี้ ถึงแม้จะมีปริมาณส่งออกน้อยลงเหลือ 9.5 ล้านตัน จากที่เคยทำได้ 11 ล้านตัน ยางพารา คาดหวังว่าจะบวกเพิ่ม 5% มันสำปะหลัง ติดลบ 10% ส่วนอาหารยังไปได้ดี บวก 5% แน่นอน แต่คาดว่าหากภาคเอกชนและภาครัฐได้มีการทำงานร่วมกันมากขึ้น ในการหาตลาดใหม่และหาสินค้าที่มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น จะสามารถทำให้ส่งสินค้าออกได้เพิ่มมากขึ้น สำหรับน้ำตาลถึงแม้มีปริมาณมากขึ้น แต่ราคาไม่ค่อยดี จึงคาดว่าจะติดลบ 5% หรือไม่มากกว่า 8% ทำให้ภาพรวมการส่งออกสินค้าภาคเกษตรเป็นบวกประมาณ 1.6%
นายสนั่น กล่าวว่า ส่วนภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังดีอยู่ โดยรวมแล้วน่าจะบวก 2.3% แบ่งเป็นอิเล็กทรอนิกส์ บวก 1.4% รถยนต์บวก 3% เครื่องใช้ไฟฟ้า บวก 1.1% เม็ดพลาสติก บวก 2% อัญมณีและทองคำ บวก 3% น้ำมันสำเร็จรูป บวก 2% ก่อสร้าง บวก 5% ผลิตภัณฑ์ยางและล้อยางรถยนต์ บวก 7% เครื่องจักรบวก 3% สิ่งทอ บวก 3% ถึงแม้จะมีการขยายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนามและกัมพูชา มากขึ้นแต่ก็ยังมองว่ายังไปได้ดี ส่วนเคมีภัณฑ์ บวก 2%
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ยังคงเป้าหมายส่งออกไว้ที่ 8% เท่าเดิม ซึ่งเดือนที่เหลือจะต้องทำให้ได้เดือนละ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่คาดว่าเดือนพฤษภาคมน่าจะทำได้ไม่ถึง เพราะภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 จะมีการประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ ซึ่งจะประเมินตัวเลขการส่งออกของเดือนพฤษภาคมก่อน โดยหากมองว่าน่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย อาจจะต้องพิจารณาปรับตัวเลขการส่งออกอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เดือนที่เหลือต้องทำงานกันหนักเกินไป
นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า จากการประชุมครั้งนี้ได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าระหว่างประเทศ โดยจะทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะหารือเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า และจะมีการสรุปผลข้อเสนอแนะที่อาจมีความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ เพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยหากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ก็จะมีการหารือร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่อไป โดยหากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ชัดเจน เชื่อว่าจะมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น และเชื่อว่าจะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศไทยดีมากขึ้น
“การส่งออกได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ไม่ได้กระทบแค่กับประเทศไทย แต่ทำให้ตัวเลขการส่งออกของหลายประเทศลดลงด้วย ทำให้การประชุมทูตพาณิชย์ที่จะมีขึ้น ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ประเมินสถานการณ์การนำเข้าสินค้าไทยและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อดูสถานการณ์ว่าจะสามารถทำอะไรเพิ่มเติมได้อีกบ้าง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่หากมองแล้วไม่สามารถทำได้จริง ก็คงต้องมีการหารือร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อปรับลดเป้าส่งออกลง”นางสาวบรรจงจิตต์กล่าว

