นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) กล่าวว่า สรท.ได้คงเป้าหมายคาดการณ์การส่งออกปี 2562 เติบโต 3% บนสมมติฐานค่าเงินบาทที่ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าการส่งออกในเดือนมีนาคมจะติดลบ 4.9% มูลค่าอยู่ที่ 2.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าเงินบาท 6.63 แสนล้านบาท ติดลบ 5-6% โดยการส่งออกติดลบต่อเนื่องจากเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ทำให้การส่งออกช่วงไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) 2562 ติดลบ 1.6% มูลค่าอยู่ที่ 6.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าเงินบาท 1.97 ล้านล้านบาท ติดลบ 2.1% สำหรับช่วงไตรมาสที่ 2/2562 (เมษายน-มิถุนายน) คาดหวังว่าการส่งออกจะทรงตัวเติบโต 0% หรืออาจจะเติบโตเล็กน้อย และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 แนวโน้มการส่งออกจะดีขึ้นจากปัจจัยบวกสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐและจีนที่มีทิศทางผ่อนคลายมากขึ้นจะส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจสหรัฐที่เติบโต 3.2% ในไตรมาสแรก 2562 สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ 2.3% และเศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกขยายตัวที่ 6.4% สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 6.3% เป็นต้น อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าต่างๆ ได้รับอานิสงค์เพิ่มขึ้น
“มูลค่าการส่งออกที่ 3% หรือเฉลี่ยต่อเดือนต้องส่งออกได้มูลค่า 2.20 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นตัวเลขที่สูง สรท. กังวลว่าตัวเลขนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ แต่หากครึ่งปีหลัง สงครามการค้าคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องก็มีความเป็นไปได้ ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีการปรับเป้าหมายแต่อย่างใด” นางสาวกัณญภัค กล่าว
นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า สรท. คาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะเรียบร้อยตามกำหนดการหลังจากการรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ และ สรท. จะมีการเข้าไปหารือด้านการผลักดันการส่งออกกับรัฐบาลใหม่ต่อไป โดย สรท. อยากให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ควรเร่งจัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อพานักธุรกิจไทยไปเปิดตลาดเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น มีการปรับปรุงเรื่องกฎระเบียบการค้าให้เหมาะสม ลดขั้นตอนทางกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อนออก รวมถึงขั้นตอนการขออนุญาตให้นำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตแล้วส่งออกอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการให้สามารถส่งออกและส่งเสริมให้เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เป็นฐานการผลิตของภูมิภาค สนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการส่งออกสินค้าและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของภูมิภาค เป็นต้น
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน สรท. กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการส่งออกที่ต้องติดตาม ได้แก่ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ทำให้กระทบกำลังซื้อ มูลค่าการส่งออกของเวียดนามที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดศักยภาพของไทย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยและเวียดนามเป็นสินค้าที่มีความใกล้เคียงกันจนสามารถเป็นสินค้าทดแทนได้ จากความได้เปรียบทางด้านภาษีจากทั้งการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(จีเอสพี) และเอฟทีเอ ด้านค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการอ่อนค่าตามทิศทางภูมิภาค หลังดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวน อีกทั้งปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ทำให้เกิดภัยแล้งซึ่งเป็นที่น่ากังวลต่อสินค้าเกษตรในกลุ่มพืชระยะสั้น แต่กลุ่มพืชยืนต้นจะยังไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ แนวโน้มการปรับขึ้นค่าแรงอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่เน้นการใช้แรงงาน เช่น ภาคเกษตร ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ยังใช้แรงงานคนขนสินค้า อาจจะไม่สามารถปรับตัวได้

