นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่าจากการติดตามข้อมูลสินค้าส่งออกของไทยภายใต้ความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้า ทั้งอาเซียน จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี และฮ่องกง พบว่ายานยนต์และชิ้นส่วนเป็นสินค้าสำคัญของไทยที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากเอฟทีเอ โดยส่งผลให้ออสเตรเลีย เป็นตลาดส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของไทย ตามด้วยอาเซียนและนิวซีแลนด์ ตามลำดับ โดยปี 2561 การส่งออกรถยนต์ของไทยไปออสเตรเลีย มีมูลค่าสูงถึง 5,845.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 55% ของการส่งออกไทยไปออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นจากปี 2548 เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับ ถึง399% และส่งออกไปอาเซียนมูลค่า 5,392 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2536 เอฟทีเอระหว่างอาเซียนมีผลใช้บังคับ ถึง 35,142% สอดคล้องกับสถิติการขอใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย และเอฟทีเอระหว่างอาเซียน พบว่ารถยนต์เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิเป็นอันดับต้น ทั้งนี้ อาเซียนถือเป็นตลาดส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์อันดับหนึ่งของไทย มูลค่า 6,018 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยสหรัฐฯ มูลค่า 3,835.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่น มูลค่า2,977.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และจีน มูลค่า1,683 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ
นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันจีนและอินเดียยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากไทย โดยจีนกำหนดให้รถยนต์นั่งและรถบรรทุกส่วนใหญ่อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวสูงที่ยังเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา25%ขณะที่อินเดียไม่ผูกพันการลดภาษีนำเข้า ไทยจึงต้องเสียภาษีตามอัตรา MFN ที่10-100% สำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของไทย เช่นยางล้อรถยนต์ อินเดียยังเก็บอัตราภาษีนำเข้า 5% เครื่องยนต์ อินเดียและจีนยังเก็บภาษีนำเข้า 5% และกระปุกเกียร์ จีนเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 5 เป็นต้น ซึ่งไทยจะต้องผลักดันให้ประเทศคู่เจรจาเปิดตลาดเพิ่มเติมเพื่อหาตลาดใหม่ให้กับยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยต่อไป
นางอรมน กล่าวว่า ไทยใช้โอกาสในการเป็นประธานอาเซียนปีนี้ ร่วมกับสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ ผลักดันให้การจัดทำความตกลงยอมรับร่วม (MRA) ผลการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนของอาเซียนเป็นผลสำเร็จ หลังจากใช้เวลาในการเจรจายาวนานถึง 13 ปี (ตั้งแต่ปี 2548) ซึ่งหลังจากนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องดำเนินกระบวนการภายใน เพื่อร่วมลงนามเอกสารความตกลงฯ ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ความตกลงฯ จะส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นผู้นำเข้า ต้องยอมรับผลการตรวจสอบรับรองยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศอาเซียนที่เป็นผู้ส่งออกโดยไม่ต้องตรวจซ้ำ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดระยะเวลา ขั้นตอนการส่งออก-นำเข้า และตรวจปล่อยสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนระหว่างอาเซียนได้มากขึ้น
นางอรมน กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการสร้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเมียนมา ในปี2561รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ไทยส่งออกรถยนต์ไปตลาดโลก มูลค่า 19,409.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 11.5% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปตลาดโลก เพิ่มขึ้น 4.7%จากปี 2560 โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ออสเตรเลีย อาเซียน และนิวซีแลนด์ สัดส่วน 62.4 ของการส่งออกรถยนต์ไทยไปตลาดโลก สำหรับการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์สู่ตลาดโลก มีมูลค่า 24,586.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.4%จากปี2560 ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อาเซียน 24.5% ของการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไปตลาดโลก สหรัฐฯ 15.6% ญี่ปุ่น 12.1% และจีน 6.8% ตามลำดับ
–

